Thursday, August 5, 2010

"ตัน-หนูแหม่ม-เปอร์-ครอบครัวบ๊วย"คว้ารางวัลรีดเดอร์ไอคอน

งานอมรินทร์บุ๊คแฟร์กลับมาอีกครั้ง โดยย่างเข้าสู่ปีที่ 9 ภายใต้คอนเซ็ปต์ "มหัศจรรย์แห่งการอ่าน" จัดงานเอาใจคนรักหนังสือด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 90 เปอร์เซ็นต์ จนถึงวันที่ 1 สิงหาคม ณ Hall A ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัล Reader Icon คนดังนักอ่าน 2010 ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากการโหวตของมหาชน 4 สาขา ประกอบด้วย ตัน-ภาสกรนที สาขานักธุรกิจ หนูแหม่ม-สุริวิภา กุลตังวัฒนา สาขาสื่อสารมวลชน เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์ สาขาบันเทิง บ๊วย-เชษฐวุฒิและตุ๊ก-ชนกวนันท์ วัชรคุณ สาขาครอบครัวนักอ่าน


หนูแหม่ม-สุริวิภา กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติทั้งกับอาชีพและครอบครัวที่ได้รับรางวัลนี้ หนูแหม่มไม่ได้เติบโตมาเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก จนวันหนึ่งเมื่อต้องมาทำรายการที่แยกออกจากสายบันเทิง ก็เพิ่งรู้ว่าเราขาดข้อมูลและมองเห็นว่าหนังสือคือคลังความรู้ที่ดีที่สุด เมื่อเจอกับเหตุการณ์แรงๆ ในชีวิตแล้วไม่รู้วิธีรับมือ ก็ได้รับหนังสือมาหนึ่งเล่มเป็นของดร.สนอง วรอุไร ความมหัศจรรย์ของการอ่านครั้งนั้นได้สร้างความมั่นใจ แรงบันดาลใจ จึงมองว่าหนังสือคือแหล่งข้อมูลสำคัญที่ทำให้เราสามารถเลี้ยงครอบครัวได้จน ทุกวันนี้


ส่วนประเภทหนังสือที่หนูแหม่มชื่นชอบ คือหมวดธรรมะและปรัชญาเบาๆ เข้าใจง่าย เพื่อให้ปรับใช้กับชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้น และด้วยการทำงานด้านอื่นที่ไม่ใช่งานบันเทิงอย่างที่ผ่านมา ข้อมูลที่มีอยู่จึงไม่สามารถช่วยให้ผ่านไปได้อย่างราบรื่น จึงหันกลับมาอ่านหนังสือเพื่อหาข้อมูลในเรื่องสาขาอาชีพให้ลึกลงไปเพิ่มเติม โดยส่วนตัวก็ยังคงชื่นชอบการอ่านหนังสือที่ทำขึ้นจากกระดาษ หนูแหม่มคิดว่ามันคลาสสิก การพัฒนาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อ่านได้จากสื่ออิเล็คโทรนิกส์ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีในการประหยัดทรัพยากร ธรรมชาติ แต่ก็รู้สึกเสียดายหากหนังสือที่ทำจากกระดาษอาจเลือนหายไป สำหรับสถิติที่ว่าจำนวนเด็กมีความสนใจในการอ่านน้อย หนูแหม่ม มองว่าตัวเองก็เติบโตมาจากจำนวนน้อยที่ว่านั้น แต่เมื่อเติบโตและทำงานก็จะพบว่าการอ่านจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต หากมีวิธีไหนที่สามารถสนับสนุนให้คนไทยรักการอ่านก็พร้อมจะมีส่วนร่วม


ด้านตัน-ภาสกรนที เปิดเผยชีวิตในวัยเด็กว่าไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ เนื่องจากจบชั้นม.3 จนมาเปิดร้านหนังสือเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ทำให้เริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น จากการอ่านประสบการณ์ของผู้อื่นจะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตของชีวิตไป ได้ เปรียบเสมือนการขุดคลอง เราไม่มีทางรู้ว่าจะขุดคลองใหญ่ๆ ไปทำไม อ่านหนังสือเยอะๆ เพื่ออะไร แต่เมื่อวันหนึ่งที่เราประสบปัญหาชีวิต สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราแก้ไขมันได้ โดยเฉพาะเรื่องประสบการณ์ทางธุรกิจ สมัยก่อนชอบอ่านหนังสือแบบ How to แต่ตอนนี้เริ่มอ่านทุกแนว เพื่อเอาประสบการณ์คนอื่นมาพิจารณาไตร่ตรอง เพราะการที่เราคิดเองจะเห็นเพียงด้านเดียว คนอื่นอาจมีแนวคิดหรือวิธีที่ต่างออกไป


สำหรับเปอร์ ผู้ได้รับรางวัลในสาขาบันเทิง ยอมรับว่าเป็นคนที่ไม่ได้ชื่นชอบการอ่านหนังสือในวัยเด็ก แม้กระทั่งการ์ตูนแค่ดูรูปก็ไม่ชอบแล้ว แต่พอทำอาชีพพิธีกร พี่ๆ เขาก็สอนประสบการณ์ โดยมอบผ่านหนังสือมูซาชิ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต จึงคิดว่าการศึกษาผ่านชีวิตตัวละครแม้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม ก็จะมีเหตุการณ์ที่ให้ข้อคิดได้เสมอ จึงซื้อหนังสือเล่มนี้อีกเป็น 10 เล่ม เพื่อแจกให้คนอื่น เราอยากให้เขาได้สิ่งดีๆ อย่างที่เราได้มา การอ่านหนังสือของคนไทยในปัจจุบัน มองว่าคนยังอ่านหนังสืออยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการอ่าน เพราะสื่อบันเทิงมีเยอะขึ้น คนนิยมอ่านเรื่องซุบซิบดารา แต่ก็ดีเพราะยังถือว่าเป็นการฝึกให้ติดนิสัยการอ่าน เมื่ออ่านไปนานๆ ก็จะเริ่มอ่านหนังสือประเภทอื่นต่อไป


ขณะที่ครอบครัวรักการอ่านทั้งตุ๊กและบ๊วย บอกว่าการอ่านหนังสือนับเป็นคลังความรู้ มีทั้งประสบการณ์และการแก้ปัญหาสอดแทรกอยู่ ทำให้เราสามารถแก้ปัญหาที่เกิดกับชีวิต แต่เรามุ่งเน้นเรื่องสถิติมากเกินไป จริงๆ คนไทยอ่านได้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับ แต่เราควรเลือกอ่านหนังสือให้เหมาะสมกับวัย ผู้ใหญ่ควรมีส่วนร่วมในการกระตุ้นให้เด็กอ่านหนังสือที่ดี

No comments:

Post a Comment