Showing posts with label การเมือง. Show all posts
Showing posts with label การเมือง. Show all posts

Thursday, August 5, 2010

จำนวนคนอ่านล่าสุด 7719 คน วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7189 ข่าวสดรายวัน เส้นทางผงาด"ประยุทธ์-บูรพาพยัคฆ์"


เป็นที่แน่นอนแล้วว่า "บิ๊กตู่"พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ.

ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ ผบ.ทบ. คนที่ 37 ของกองทัพบกไทย ต่อจาก "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่จะเกษียณราชการในตำแหน่งแม่ทัพบกในอีก 2 เดือนข้างหน้า

การขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ. ของพล.อ.ประยุทธ์ครั้งนี้นับว่าไร้คู่แข่ง

เพราะพล.อ.อนุพงษ์เป็นผู้วางไลน์หรือกำหนดเส้นทางเดินของ พล.อ. ประยุทธ์ มาตั้งแต่ตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 1

หลังปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 เส้นทางของ พล.อ.อนุพงษ์ก็สดใส จนก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ ผบ.ทบ. ขณะเดียวกันก็ดูแล พล.อ.ประยุทธ์อย่างใกล้ชิดมาตลอด

พล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็นนายทหารที่มีสายเลือดและเติบโตมาจากนักรบบูรพา หรือนายทหารสาย "บูรพาพยัคฆ์" อย่างแท้จริง

ตั้งแต่จบการศึกษาจาก ร.ร.เตรียม ทหารรุ่นที่ 12 และ ร.ร.นายร้อย จปร. รุ่นที่ 23 ตัดสินใจเลือกเข้ารับราชการในหน่วยทหารเสือราชินี หรือ ร.21 รอ. อันเป็นหน่วยลูกของ พล.ร.2 รอ. หรือบูรพาพยัคฆ์

จนสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดใน พล.ร.2 รอ. หรือกองกำลังบูรพา ดูแลพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออก ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของประเทศ

รวมทั้งยังเป็นน้องรักของ "บิ๊กป้อม"พล.อ.ประวิตร วงษ์ สุวรรณ รมว.กลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์

ทั้ง 3 มีความสัมพันธ์แน่นปึ้ก เมื่อครั้งเป็นนายทหารเด็กๆ อาศัยอยู่ในบ้านพักนายทหารหนุ่มโสด อันเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า "พี่น้อง 3 ป." ที่อาจกล่าวได้ว่า "มองตา ก็รู้ใจ"



เส้นทางของ พล.อ.ประยุทธ์ มีจังหวะก้าวเดินเสมือนตามรอยเท้าพล.อ.อนุพงษ์ เพราะทุกตำแหน่งไล่จี้ บิ๊กป๊อก แบบหายใจรดต้นคอ

เริ่มจากผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 พัน.2 รอ.) จากนั้นเลื่อนเป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (เสธ.ร.21 รอ.) จนเป็นรองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (รองผบ.ร.21 รอ.)

และก็ได้เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 รอ.) ถือเป็นผู้การทหารเสือราชินี ต่อจากพล.อ.อนุพงษ์

จากนั้นไต่เต้าในตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (รองผบ.พล.ร.2 รอ.)

กระทั่งขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) ข้ามมาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ก่อนเป็น เสธ.ทบ. สมัยพล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ.

แล้วสไลด์ขึ้นเป็น รองผบ.ทบ. จ่อคิวขึ้น ผบ.ทบ.

พล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็นนายทหารสายบู๊ มีไหวพริบดี ใจถึง นักเลง เพราะในสถานการณ์ความไม่สงบต่างๆ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมวางแผนและดูแลความมั่นคงทั้งหมด

จนเป็นที่ไว้วางใจของพล.อ.ประวิตร และพล.อ.อนุพงษ์

กระทั่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้จัดการรัฐบาล ก็ยังไว้วางใจ

เลือกใช้บริการ พล.อ.ประยุทธ์ ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการปราบม็อบเสื้อแดงของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)



การจัดโผโยกย้ายนายทหารประจำปี"53 พล.อ.อนุพงษ์ไว้วางใจที่จะมอบหมายให้พล.อ.ประยุทธ์ร่วมจัดทำโผครั้งนี้ด้วย

โดยหากมองถึงสถานการณ์ความมั่นคงที่รออยู่ข้างหน้า พล.อ.อนุพงษ์มั่นใจว่าเป็นงานที่ท้าท้ายต่อพล.อ.ประยุทธ์เป็นอย่างมาก เพราะหลังขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ต้องรับศึกหนักทั้งเรื่องการเมืองและเรื่องภายในกองทัพ

เพราะทั้งทหารแตงโมและคนเสื้อแดง พร้อมจะปะทุหรือก่อเหตุได้ทุกเมื่อ

ดังนั้น การวางตัวคนที่จะเข้ามาร่วมงานในไลน์ "5 เสือ ทบ." พล.อ.ประยุทธ์จึงขอเลือก พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสธ.ทบ. เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 มา ยืนเคียงข้าง

โดยให้พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผช.ผบ.ทบ. เป็นรองผบ.ทบ. แล้วโยกพล.ท.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน แม่ทัพภาคที่ 3 และพล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 เป็น ผช. ผบ.ทบ.

เปิดทางในพื้นที่ให้เพื่อนได้ขึ้นเป็นแม่ทัพภาค เพื่อง่ายต่อการสั่งการ

การจัดแถวให้ พล.ท.ดาว์พงษ์ มือเขียนแผนปราบม็อบเสื้อแดง ขึ้นเป็น เสธ.ทบ. เพื่อทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน แม้จะเป็นสาย "วงศ์เทวัญ" แต่ยังถือว่าพล.อ. ประยุทธ์สามารถคุมเกมได้

พร้อมกับดึงเพื่อนคุมพื้นที่อีสาน เหนือ ที่หน่วยข่าวกองทัพประเมินว่าสถานการณ์ยังไม่ไว้วางใจ รวมถึงพื้นที่ภาคใต้

โดยให้ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพน้อยที่ 2 เป็นแม่ทัพภาคที่ 2, พล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพน้อยที่ 3 เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 และพล.ต.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ หน.ประ สานโครงการไทย-มาเลย์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 4



ส่วนการดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลาง ยังคงเลือกบริการนายทหารสาย "บูรพาพยัคฆ์"

โดยโยก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ออกไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษ เพราะถูกข้อครหาผลงานไม่เต็ม 100 ในการปราบม็อบแดง

แล้วมอบหมายให้พล.ต.อุดมเดช สีตบุตร รองแม่ทัพภาคที่ 1 อดีตผู้การทหารเสือฯ สายเลือดบูรพาพยัคฆ์ ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 โดยมี พล.ต.ธีรชัย นาควานิช รองแม่ทัพภาคที่ 1 สายตรงอีกคน เป็นแม่ทัพน้อยที่ 1

พร้อมดึง พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร.2 รอ. ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากเหตุการณ์เมษาเลือด เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 เพื่อรอจ่อคิวแม่ทัพภาคที่ 1 ต่อจากพล.ต.อุดมเดช

ส่วนคลื่นลูกหลังนายทหารสายบูรพาพยัคฆ์ที่ขยับขึ้นตำแหน่งหลัก โฟกัสไปที่ พ.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ รองผบ.พล.ร.2 รอ. ขยับขึ้น ผบ.พล.ร.2 รอ.

อันเป็นนายทหารสายตรง พล.อ. ประยุทธ์ ที่เข้ามากุมบังเหียนของหน่วย "บูรพาพยัคฆ์" เต็มมือ

นี่เป็นเพียงการอุ่นเครื่องของนายทหารสายบูรพาพยัคฆ์ ที่ขยับรองรับ ว่าที่ ผบ.ทบ. คนที่ 37 ของกองทัพบกไทย

นามว่า "ประยุทธ์ จันทร์โอชา"

ชายแดนไทย-กัมพูชาระอุ เขมรเพิ่มกำลัง ย้ายคนหนีสงคราม จำลองนำพธม.บุกทำเนียบ7ส.ค.ถาม3ปมพระวิหาร

พล.ต.จำลอง ประกาศนำ 45 เครือข่ายพันธมิตรบุกทำเนียบรัฐบาล ทวงถาม 3 ข้อเสนอ ผลักดันเขมรพ้นพื้นที่-เลิกเอ็มโอยู-ต้าน "พระวิหาร"เป็นมรดกโลก เตรียมเต๊นท์-อาหาร เล็งชุมนุมยืดเยื้อ "สุเทพ"เตือนระวังทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลั่นค้างคืนจับกุมแน่ "มาร์ค" บอกอย่าผูกขาดรักชาติฝ่ายเดียว ทหารกัมพูชาเสริมกำลัง ย้ายชาวบ้านพ้นบริเวณปราสาทหนีสงคราม


พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการสภาท่าพระอาทิตย์ ทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 5 สิงหาคมว่า วันที่ 7 สิงหาคมนี้ เวลา 08.00 น. ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ประมาณ 45 เครือข่าย จะรวมตัวชุมนุมบริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถาม ติดตามความคืบหน้าการทำงานของรัฐบาล ตามที่เครือข่ายได้เสนอให้รัฐบาลผลักดันคนกัมพูชาออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก


"วันพรุ่งนี้ (6 สิงหาคม) แกนนำพันธมิตร ทั้งรุ่น 1 และรุ่น 2 จะประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดท่าทีเคลื่อนไหวอีกครั้ง อาจมีการเสนอให้รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์สำคัญของชาติในการแก้ไขปัญหาเขาพระ วิหาร ให้เป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยทุกคนได้รับทราบ ในฐานะเจ้าของประเทศ" พล.ต.จำลอง กล่าว และว่า ขอให้ประชาชนเครือข่ายที่จะเข้ารวมกันในวันที่ 7 สิงหาคม ให้เตรียมตัวให้พร้อม ทั้งเสื้อกันฝน เต๊นท์ที่พักค้างแรม อาหาร น้ำดื่ม จากนั้นประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าจะเคลื่อนไหวยืดเยื้อต่อเนื่องหรือไม่


ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอบอกไปยังกลุ่มที่คิดจะมาที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ในขณะนี้ยังมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินบังคับใช้อยู่ การชุมนุมใดๆ ต้องระมัดระวัง หากเข้าข่ายผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งวิธีการที่จะแสดงออกดีที่สุดนั้นก็ควรมากันแค่ 3-4 คน เพื่อเอาหนังสือมายื่นกับตนหรือนายกรัฐมนตรี


"หากมาปิดทำเนียบฯ 1 คืนนั้นผิดกฎหมายแน่นอน และต้องดำเนินคดี ซึ่งผมไม่ได้ท้าทายอะไร หรือพูดจาอะไร แต่ขอร้องว่าอย่าทำเลย ขอร้องว่า อย่ามาเลย เพราะมันเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น” นายสุเทพ กล่าว และว่า อยากจะขอความกรุณาว่าโปรดคิดถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองให้มาก และช่วยกันไม่ให้บ้านเมืองเกิดปัญหา


ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรจะชุมนุมในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ว่า คิดว่าไม่ควรมีกลุ่มใดที่ผูกขาดว่า ตัวเองต้องเป็นฝ่ายที่ถูกต้องหรือรักปกป้องผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว อย่าไปทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีการทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่มาช่วยกันทำงานในเรื่องนี้ และรัฐบาลพร้อมที่จะเปิดกว้าง การที่จะมีโอกาสวางแผนเป็นขั้นตอนหรือมียุทธศาสตร์ก็ทำได้มากขึ้น เพราะมีเวลามากขึ้นจากเดิมที่ถูกบีบรัดด้วยเรื่องของมรดกโลกโดยตลอด


ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แสดงท่าทีไม่มีการประนีประนอม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องยาก เพราะในความรู้สึกของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ มีความกังวลเรื่องสิทธิของแต่ละฝ่าย เป็นธรรมดาที่อยากจะปกป้องสิทธิของตัวเอง แต่สิ่งที่ต้องพยายามทำให้กัมพูชามองเห็นคือ การที่บรรยากาศเป็นอย่างนี้เพราะปัญหาการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก


ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านภูมิซรอล อ.กันทรลักษ์ วิตกกังวลว่า จะเกิดสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยนางวัน เขียวทอง อายุ 68 ปี ชาวบ้านภูมิซรอล กล่าวว่า หลุมหลบภัยที่ทางราชการสร้างเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ได้พังเสียหายหมดแล้ว โดยกระสอบที่บรรจุดินเปื่อยฉีกขาด ทำให้ไม่มีดินปกคลุมบนท่อซีเมนต์ที่สร้างเป็นสถานที่หลบภัย จึงหวั่นวิตกว่า เมื่อเกิดการสู้รบกันขึ้นมา คงไม่สามารถใช้เป็นสถานที่หลบภัยได้ จึงขอวอนให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องซ่อมแซมปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้ดี เหมือนเดิมโดยด่วน


ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวแจ้งว่า ทหารกัมพูชาได้เสริมกำลังเพิ่มเติมบริเวณปราสาทพระวิหาร พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายพลเรือนชาวกัมพูชา ออกจากบริเวณปราสาทพระวิหารไปไว้ที่บ้านโกมุย อยู่ห่างจากปราสาทพระวิหารเข้าไปในเขตกัมพูชาประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัยหากมีการสู้รบเกิดขึ้น


ส่วนบริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ทหารไทยได้ตั้งด่านตรวจเข้มตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งใช้กล้องบันทึกภาพผู้ผ่านขึ้นลงบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ด้วย และไม่อนุญาตให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขึ้นไปบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระ วิหารอย่างเด็ดขาด


พล.ต.อ.ปทีปรับมีข่าวก่อวินาศกรรมสะพานข้ามเจ้าพระยา-กทม.หลายจุด "บิ๊กป้อม"เข้มสกัดก่อเหตุเดือนสิงหาฯ

พล.ต.อ. ปทีปยอมรับมีข่าวเตรียมก่อวินาศกรรมสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา-กทม.หลายจุด บอกประชาชนอย่าวิตก ตร.รับมือได้ ด้าน รมว.กลาโหมสั่งสกัดก่อเหตุร้ายเดือนสิงหาฯ "ตู่"บอกรัฐบาลกุข่าว

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสิรฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวยอมรับว่า ยังมีข่าวเข้ามาเป็นระยะถึงกรณีกลุ่มก่อความไม่สงบเตรียมการก่อวินาศกรรมใน พื้นที่กรุงเทพมหานครหลายจุด โดยเฉพาะสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ขอร้องว่าประชาชนไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยประมาทและได้ดูแลทุกอย่างที่คิดว่าอาจ จะเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลยังคงทำงานอย่างเต็มที่ทุกวัน มีทั้งการตั้งด่านตรวจอย่างเข้มงวด การเพิ่มกำลังสายตรวจ และเพิ่มชุดสืบสวนออกติดตามหาข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มเพื่อ ระวังป้องกันเหตุ ส่วนกลุ่มที่จะก่อเหตุยังบอกไม่ได้ชัดเจนแต่ได้ตั้งเป้าไว้หลายส่วนที่จะ ต้องเฝ้าระวัง โดยมีการป้องกันและได้แจ้งเตือนไปทั่วประเทศแล้วเพื่อไม่ให้เกิดการขยายตัว ออกไปยังภูมิภาคต่างๆ


"ส่วนคดีระเบิดที่เกิดขึ้นหลายจุดในกรุงเทพนั้นล่าสุดคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะเหตุระเบิดที่ ซ.รางน้ำ ได้เค้าโครงมามากพอสมควร ส่วนจะมีการจับกุมผู้อยู่เบื้องหลังในเร็วๆ นี้หรือไม่นั้นยังบอกไม่ได้ เพียงแต่การทำงานของตำรวจนครบาลขณะนี้คืบหน้าไปมากแล้ว แต่ยังเปิดเผยรายละเอียดมากไม่ได้เพราะจะกระทบต่อการสืบสวนสอบสวนได้" พล.ต.อ.ปทีป กล่าว

"เทพไท"ซัด"เฉลิม"ยุปองร้าย"มาร์ค"

น.พ.บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิอปัตย์ แถลงเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ถึงกรณีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย พูดทีเล่นที่จริงหลายครั้งถึงการปองร้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ที่ร.ต.อ.เฉลิมเคยพูดหลายครั้งว่า การเมืองไทยจะสงบได้หากมีการลอบสังหารนายอภิสิทธิ์ รวมถึงการอภิปรายในสภาหลายตอนที่เป็นในเชิงอุปมาปุปไมยว่า หากได้เป็นตำรวจติดตามนายกฯ ก็จะลอบสังหารเรื่องจะได้จบนั้น แม้ร.ต.อ.เฉลิมจะออกมาแก้ตัวว่าเป็นการอุปมาอุปไมย แต่การอุปมาอุปไมยดังกล่าวอาจสร้างให้เกิดความเข้าใจผิดได้


ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การพูดในลักษณะดังกล่าวของร.ต.อ.เฉลิมแม้จะมาออกตัวว่าเป็นการพูดอุปมา อุปไมย แต่เป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือไม่ เป็นการส่งสัญญานให้กลุ่มฮาร์ดคอร์กระทำอะไรหรือไม่ ดังนั้นการส่งสัญญานแบบนี้ของร.ต.อ.เฉลิม ย่อมไม่เป็นผลดี อย่าลืมว่าในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์แกนนำบนเวทีก็พูดอุปมาอุปไมยว่าคน เสื้อแดงตกใจง่าย หากมาทำให้ตกใจก็จะเผาบ้านเผาเมือง ดังนั้นการพูดของร.ต.อ.เฉลิมหากมีคนทำตามนั้น ร.ต.อ.เฉลิมจะรับผิดชอบอย่างไร


"เสก"รับเคยนั่งรถซีวิคบรรทุกบึ้ม


เมื่อเวลา 5 สิงหาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนนายเสกสรร หรือเสก วรปีติเจริญกุล ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีครอบครองวัตถุระเบิดในรถยนต์ฮอนด้าซีวิค ที่นำมาจอดทิ้งไว้ที่อพาร์ตเมนต์ริมน้ำ ในพื้น สน.โคกคราม ซึ่งมี น.ส.ปฏิภัค หรือเป็ด เอกอภิวัชร์ เป็นผู้เฝ้ารถบรรทุกระเบิด ว่า นายเสกสรรเข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา และนำตัวมาควบคุมอยู่ที่ดีเอสไอ และนัดให้พนักงานอัยการร่วมสอบปากคำตั้งแต่ค่ำวันที่ 4 สิงหาคม โดยพนักงานสอบสวนจะสอบปากคำนายเสกสรรเพื่อขยายผล


นายธาริตกล่าวว่า เบื้องต้นนายเสกสรรยอมรับว่ามีความเกี่ยวข้องและร่วมงานกับนายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มศรี และให้การว่าเคยเข้าไปนั่งในรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ที่บรรจุระเบิดจำนวนมาก ในพื้นที่ สน.โคกครามในลักษณะคาร์บอมบ์ แต่ปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นว่ามีการนำรถดังกล่าวไปทำอะไรต่อ พนักงานสอบสวนประสานให้นักนิติวิทยาศาสตร์เก็บดีเอ็นเอของนายเสกสรรเพื่อ ตรวจสอบเปรียบเทียบกับวัตถุพยานที่พบในรถยนต์ของกลาง พนักงานสอบสวนมีหลักฐานเชื่อว่านายเสกสรรเป็นตัวการร่วมในคดีประกอบระเบิดคา ร์บอมบ์ จึงแจ้งข้อหาครอบครองวัตถุระเบิดร้ายแรง แต่ยังไม่แจ้งข้อหาก่อการร้ายและคดีระเบิดหน้าห้างบิ๊กซี ระหว่างนี้จะเร่งขยายผลสอบสวนไปยังประจักษ์พยานปากสำคัญ วัตถุพยาน และภาพจากกล้องวงจรปิด


"ดีเอสไอ" สอบโยงบึ้ม "บิ๊กซี"


นายธาริตกล่าวว่า สำหรับความเกี่ยวข้องของนายเสกสรรกับคดีระเบิดหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาราชดำริ คือ วงจรระเบิดที่หน้าห้างบิ๊กซี มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คล้ายกับวงจรระเบิดที่ต่อไว้ในรถฮอนด้า ซีวิค ที่ สน.โคกคราม จึงมีลักษณะเป็นการกระทำโดยผู้ต้องสงสัยกลุ่มเดียวกัน อย่างไรก็ตาม นายเสกสรรยังให้การปฏิเสธกรณีระเบิดหน้าห้างบิ๊กซี แต่ดีเอสไอมีพยานหลักฐานอื่นยืนยัน และมีแนวโน้มที่ 2 คดี คือ คดีระเบิดหน้าห้างบิ๊กซีกับคดี สน.โคกคราม จะเชื่อมโยงกัน


นายธาริตกล่าวด้วยว่า ข้อมูลจากการสืบสวนของดีเอสไอยังบ่งชี้ด้วยว่า นายเสกสรรเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุร้ายแรง และร่วมอยู่ในกลุ่มปฏิบัติการ แต่ยังไม่ยืนยันว่าร่วมเป็นการ์ดแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือไม่ เบื้องต้นนายเสกสรรยอมรับเพียงว่า เคยเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง

นายธาริตกล่าวว่า ในชั้นสอบสวนของดีเอสไอ นายเสกสรรได้ใช้สิทธิให้ทนายความส่วนตัวเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนด้วย อย่างไรก็ตาม การสอบปากคำของพนักงานสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ดีเอสไอจะควบคุมตัวนายเสกสรรไว้จนครบกำหนด 48 ชั่วโมง โดยจะนำตัวไปขออำนาจศาลอาญาฝากขังในวันที่ 6 สิงหาคม


ขอศาลฝากขัง "โก้"พกระเบิด


วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ร.ต.ท.คมกฤษ โพธิ์ศรี พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ควบคุมตัวนายสรเทียน หรือโก้ สิงกันยา อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และคดีมีระเบิดในครอบครอง ที่ใส่กระเป๋าทิ้งไว้ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ไปยื่นคำร้องขอฝากขังนัดครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น


ทั้งนี้ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และจากการสืบสวนขยายผลทราบว่าเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 นายสุวิทย์หรือบังไว ไม่ทราบนามสกุลจริง นำระเบิดมาฝากไว้กับผู้ต้องหา ต่อมาผู้ต้องหาเอาวัตถุระเบิดดังกล่าวออกมาพกพาติดตัวไว้ กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดังกล่าว


ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนคัดค้าน ประกันตัวเนื่องจากผู้ต้องหากระทำความผิดอัตราโทษสูงตามกฎหมายและเกรงว่าจะ หลบหนี ศาลพิจารณาและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้


ผบก.น.1 เผย "บังไว"ติดต่อมอบตัว


เวลา 10.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เปิดเผยว่า นายสุวิทย์ หรือบังไว ผู้ต้องหาซึ่งถูกออกหมายจับ ในคดีร่วมกันมีระเบิดไว้ในความครอบครองและฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งคาดว่าอาจจะมีส่วนเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่ห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริ และเหตุระเบิดคิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ ได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวหลังจากมีภาพและหมายจับปรากฏทางสื่อ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญฆาตกรรม แต่ยังไม่ได้ระบุวัน เวลาที่จะขอเข้ามอบตัว เป็นเพียงการติดต่อเบื้องต้นเพื่อต้องการทราบถึงเอกสารหลักฐาน และหลักทรัพย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการประกันตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุวิทย์ หรือบังไว ถูกระบุว่าเป็นการ์ด นปช.ที่พาแนวร่วมไปฝึกการใช้วัตถุระเบิดที่ด้านหลังลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 หน้าสวนลุมพินี ตามคำซัดทอดของ นายสรเทียน หรือโก้ สิงกันยา ผู้ต้องหาพกพาระเบิดที่ถูกตำรวจ สน.พญาไท จับกุมได้เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา

สุเทพ "ไม่เสี่ยงเลิก"ฉุกเฉิน"


ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคงและผู้อำนวยการ ศอฉ. กล่าวถึงจุดเสี่ยงต่างๆ ที่ ศอฉ. ประเมินว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมนั้นมีจุดไหนบ้าง ว่า ติดตามอยู่ตลอดเวลา พยายามจะบูรณาการทรัพยากรบุคคล เครื่องไม้เครื่องมือและจัดระบบในการประมวลข่าวเพื่อป้องกันสถานการณ์กัน อยู่ ส่วนการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพฯนั้นไม่มีอะไรที่จะเป็นประโยชน์กับตัวเองและ รัฐบาล แต่เป็นเรื่องของประชาชน เชื่อว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำเป็นเรื่องของการดูแลความสงบ ของบ้านเมืองจริงๆ


เมื่อถามว่า รัฐบาลไม่ทดลองยกเลิกจะได้รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น นายสุเทพกล่าวว่า บ้านเมืองหากไม่ต้องเสี่ยงหรือทดลองได้จะดี เพราะเห็นมาแล้วว่าตอนเกิดเหตุช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมมีคนบาดเจ็บ ล้มตายจำนวนมาก ดังนั้น หากอะไรที่ป้องกันได้ก็ต้องป้องกัน ขอระยะเวลาหนึ่งเพื่อจัดทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางและมีความมั่นใจก็จะยก เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะรัฐบาลจะไม่เอากฎหมายนี้ไว้นาน


พท.ตั้งกระทู้จี้นายกฯเลิก ศอฉ.


วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณากระทู้ถามสดของนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) ตั้งกระทู้ถามสดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ กรณีการยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและอุปสรรคนโยบายปรองดองของรัฐบาลว่า พวกตนยอมแพ้นายกฯในเรื่องของความโหดเหี้ยม และอยากให้มีความสันติสุขเกิดขึ้น วันนี้ยังมีการออกหมายจับในคดีผู้ก่อการร้าย ไม่เว้นแม้แต่คนเป็นผู้แทนราษฎร ตนเป็น ส.ส.มานานไม่มีครั้งใดที่ ส.ส.จะเป็นผู้ก่อการร้าย ต้องถามนายกฯว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องยกเลิก ศอฉ.


นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่า ที่บอกว่ารัฐบาลเอา พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งคุกคามทางการเมือง ขอยืนยันว่าไม่มี รัฐบาลกำลังจะทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 24 จังหวัด ก็ยกเลิกมากกว่าครึ่งแล้ว และกำลังเดินหน้ายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ ส่วนการออกหมายจับเป็นอำนาจของศาล ไม่ใช่อำนาจฝ่ายบริหาร


"ส่วน ส.ส.จะเกี่ยวข้องหรือไม่เป็นเรื่องที่ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะให้ประกันตัวออกมา หรือไม่ การที่ใครเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่นั้นไม่ได้ดูว่าเป็น ส.ส.หรือไม่ แต่ดูที่พฤติกรรมว่าเข้าคำนิยามหรือไม่มากกว่า" นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า การไปใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาคนไปขังตามสถานที่ต่างๆ ขอยืนยันว่าไม่มี ถ้ามีขอให้แจ้งมาและจะสอบข้อเท็จจริง

"เสธ.หิ"ให้ข้อมูลบึ้มกรุง2จุด


ที่ห้องประชุม บก.น.5 พล.ต.ต.บุญส่ง พานิชอัตรา รอง ผบช.น.พร้อมพนักงานสอบสวน บก.น.1 ร่วมสอบปากคำ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือเสธ.หิ อดีตนายทหารชื่อดัง โดยมี พ.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผกก.3 บก.สส.บช.น.ซักถามข้อมูลที่เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อคดีวางระเบิด 2 จุดที่หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ และที่กองขยะฝั่งตรงข้าม คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่าง พ.ท.หิมาลัย ออกมาเข้าห้องน้ำ ยอมตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับเรื่องที่ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในลูกกตัญญู ประจำปี 2553 ว่า ก็ดีใจที่ได้รับคัดเลือก จะรับรางวัลวันที่ 10 สิงหาคม ที่ตนได้รับเลือกคงเป็นเพราะตนดูแลคุณพ่อคุณแม่มาเป็นอย่างดี ตนทำอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว พอมาทุกวันนี้เรามีแรงก็ยิ่งต้องดูแลให้มากขึ้น วันนี้ตนโชคดีเมื่อประสบความสำเร็จในการงาน แล้วคุณพ่อคุณแม่อายุมากเรายังมีโอกาสดูแลท่านอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่า วันนี้มาช่วยอะไรราชการบ้าง พ.ท.หิมาลัยหัวเราะและปฏิเสธว่า ไม่ขอตอบอะไรอีก ก่อนกลับเข้าห้องประชุม เพื่อตอบข้อซักถามของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อ


ชี้คนไม่มาให้ข้อมูลน่าสงสัย


พล.ต.ต.บุญส่งกล่าวว่า มีผู้มาตามที่ บช.น.เชิญไปแค่ 2 คน คือ พ.ท.หิมาลัย กับนายสมาน วิทยา เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.แพร่ ส่วนคนอื่นไม่มา สำหรับวันที่ 6 สิงหาคมได้รับการติดต่อจากบุคคลต่างๆ ที่เชิญไปว่าไม่สะดวก จึงไม่มีใครมาพบพนักงานสอบสวนเลย


รายงานข่าวแจ้งว่า การเชิญตัวบุคคลและผู้กว้างขวางที่คาดว่าน่าจะมีความรู้ ความชำนาญในเรื่องวัตถุระเบิดมาให้ปากคำตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ทาง พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. มีความพึงพอใจค่อนข้างมาก เนื่องจากการเชิญตัวบุคคลต่างๆ มาให้ปากคำนั้น ถือว่าได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำงานอย่างมาก ไม่ว่าผู้ที่มาให้ข้อมูลจะรู้เห็นในเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่ ก็ถือเป็นการป้องปรามให้บุคคลต่างๆ ทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตามองอย่างใกล้ชิด หากบุคคลใดที่เชิญตัวมาให้ข้อมูลแล้วไม่ยอมมาพบ แม้จะไม่มีความผิด ก็ถือว่าเป็นที่น่าต้องสงสัยได้


"ประวิตร"สั่งเข้มสกัดเหตุ เดือนสิงหาฯ


ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กล่าวว่า ศอฉ.มีการประชุม และประสานงานกันในเรื่องการข่าว ให้หน่วยข่าวติดตามสถานการณ์ไปเรื่อยๆ ที่ผ่านมามีเหตุระเบิดมาแล้ว 2 ครั้ง ถ้าไม่อยากให้เกิดขึ้นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนจะต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา

ขณะนี้ตำรวจดำเนินการในภาพรวมหมดแล้ว แต่เราไม่ทราบว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหรือไม่ เราได้ป้องกันไว้แล้ว พร้อมทั้งพยายามเข้มงวดในเรื่องเบาะแสต่างๆ ในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่มีความสำคัญ เราพยายามทำทุกอย่าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้น เราไม่สามารถระบุได้ว่าจะเกิดเหตุขึ้นในพื้นที่ใด แต่เราจะพยายามระมัดระวังในทุกพื้นที่ แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะประชาชน หากมีอะไรสามารถโทร.แจ้งเหตุมาที่สายด่วนของ ศอฉ." พล.อ.ประวิตรกล่าว

ตู่ซัดรบ.ปูดข่าวสิงหาฯอันตราย


ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงว่า กรณีที่หน่วยข่าวความมั่นคงของรัฐบาลระบุให้ระมัดระวังช่วงเวลาสิงหาอันตราย เชื่อว่าเป็นความพยายามที่จะให้รัฐบาลอยู่ในอำนาจต่อไป เหมือนหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงว่ามีเหตุการณ์ที่อันตรายและต้องคงอำนาจไว้ ให้รัฐบาลได้อยู่ต่อไป ขอเตือนตำรวจและดีเอสไอให้เลิกพฤติกรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข่าว สร้างเรื่องเชื่อมโยง


โดยเฉพาะเรื่องที่ส่งผลกระทบไปถึงสถาบัน เพราะรู้กันอยู่ว่า ทำไมถึงออกมาบอกว่าสิงหาอันตราย เนื่องจากเดือนนี้มีวันสำคัญ จึงพยายามสร้างเรื่อง ไม่ว่าจะให้คนใส่ชุดดำในวันสำคัญแล้วอ้างว่าเป็นคนเสื้อแดง จะเหมือนกับเหตุการณ์ที่เผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น เมื่อเรื่องคลี่คลาย ส.ส.ในพื้นที่เริ่มมาชี้ตัวกัน คนส่วนใหญ่กลับเป็นคนที่มาจากบุรีรัมย์ แล้วอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร ขอเตือนรัฐบาลว่าการใช้สถาบันเพื่อดำรงซึ่งอำนาจของรัฐบาลไว้เช่นนี้ จะกลายเป็นตัวบั่นทอนสถาบันเสียเอง จึงขอให้รัฐบาลหยุดการกระทำดังกล่าวเสีย ไม่เช่นนั้นหมดเดือนนี้ก็จะมีกันยาอันตราย ตุลาอันตราย ต่อไปอย่างไม่จบสิ้น"นายจตุพรกล่าว

"เมซไซอะฯ-ประจวบ สังขาว"ล้มละลาย ต้นตอคดียุบปชป. บริษัทเหลือแต่ห้องแถวร้าง งบดุลถึงแค่ปี47


ห้องแถวแห่งนี้ทำธุรกิจ258ล้าน
ผู้สื่อข่าว มติชนออนไลน์ รายงานว่า วันที่ 5 สิงหาคม 2553 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำพิพากษาให้ "บริษัท เมซไซอะบิซิเนสแอนด์ครีเอชั่นฯ -นายประจวบ สังขาว "ล้มละลาย ตาม คดีหมายเลขแดงที่ ล. 5781/2551 กองบังคับคดีล้มละลาย 1 ศาลล้มละลายกลาง กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม

ประกาศระบุว่า ด้วยคดีเรื่องนี้ ศาลล้มละลายกลาง ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 ให้บริษัท เมซไซอะบิซิเนสแอนด์ครีเอชั่น จำกัด ที่ 1 นายประจวบ สังขาว ที่ 2 ลูกหนี้ ล้มละลายแล้ว

ลูกหนี้ที่ 1 ทะเบียนเลขที่ 0135543004256 (เดิมเลขที่ บอจ. ปท. 4427 ) อาชีพ ไม่ปรากฏอาชีพ มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 108/12 หมู่ที่ 11 ซอย ก.ม. 27 ถนนพหลโยธิน ตำบลคูคต
อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

ลูกหนี้ที่ 2 เลขประจำตัวประชาชน 3-1299-00270-89-8 เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2513 อาชีพ ไม่ปรากฏอาชีพ มีภูมิลำเนาอยู่เลขที่ 62/182 หมู่ที่ 3 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่
กรุงเทพมหานคร ประกาศ ณ วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ลงนามในประกาศ โดยนาย นคร ชมบุญ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า บริษัท เมซไซอะฯ และนายประจวบ สังขาว" เจ้าของบริษัท เมซไซอะฯ เป็นกุญแจสำคัญในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในคดี 29 ล้านและคดี 258 ล้าน

จากการตรวจสอบพบว่า บริษัท เมซไซอะฯจดทะเบียนด้วยทุน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 108/12 หมู่ที่ 11 ซอย กม.27 ถ.พหลโยธิน ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ประกอบกิจการรับจ้างผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ บริษัท เมซไซอะฯ ยื่นบัญชีงบดุล ต่อกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ ถึงปี 2547 จากนั้นก็ไม่เคยยื่นอีกเลย

จากการวิเคราะห์งบการเงินสิ้นสุดปี 2547 และ 2546 พบว่าบริษัทมีค่า อัตรากำไรสุทธิลดลงเหลือ 2.24 เปอร์เซ็นต์ในปี 2547 เมื่อเทียบกับที่เกิดขึ้นในปี 2546 จำนวน 2.54 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลการดำเนินงานด้านการทำกำไรที่ลดลง

ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวเดินทางลงไปตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่พบว่า เป็นเพียงคูหาเล็กๆ ซึ่งได้ปิดกิจการไปนานแล้ว เมื่อดูจากลักษณะอาคารภายนอก จึงตั้งประเด็นว่าบริษัท เมซไซอะฯ อาจจะไม่เคยประกอบธุรกิจรับจ้างผลิตสื่อสิ่งพิมพ์เลยก็เป็นได้ ?

และเป็นที่สงสัยมากขึ้น เมื่อ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เจ้าของบริษัท ทีพีไอ โพลีนฯ ยืนยันว่า ได้ว่าจ้างบริษัท เมซไซอะฯ ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัท ทีพีไอโพลีนฯ ด้วยเงินค่าจ้าง 258 ล้านบาท

ต่อมาเมื่อ นายประจวบ ได้นำเอาหลักฐานการโอนเงินค่าจ้างทำโฆษณาที่ บริษัท ทีพีไอโพลีนฯจ่ายให้ ซึ่งได้กระจายไปยังบัญชีของคนใกล้ชิดผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์หลายคน หลายครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1.9 ล้านบาท มาแสดงต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษในช่วงที่ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จนทำให้มีการเชื่อมโยงประเด็นระหว่าง "ประชัย-ประจวบ-ประชาธิปัตย์" เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น และมีคำถามตามมาอย่างน่าสนใจ เช่น จงใจหลีกเลี่ยงการรายงานการทำธุรกรรมทางการเงิน 2 ล้านบาท ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือไม่?

นับตั้งแต่เปิดเผยเส้นทางการโอนเงินไปสู่คนใกล้ชิดผู้บริหารพรรคประชาธิ ปัตย์ นายประจวบ ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมระหว่าง "นายประชัย" กับ "พรรคประชาธิปัตย์"

ในระหว่างที่นายประจวบหายตัวอย่างลึกลับนายไทกร พลสุวรรณ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เมซไซอะฯ ก็ออกมาเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญอีกทางหนึ่งโดยนายไทกร ยืนยันกับนักข่าวว่า ตนไม่เชื่อว่าบริษัท เมซไซอะฯ จะมีศักยภาพเพียงพอรับงานประชาสัมพันธ์มูลค่า 258 ล้านบาทจากบริษัท ทีพีไอโพลีนฯ ได้

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบ พบว่า บรรดากรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัท เมซไซอะฯ ต่างออกไปเปิดบริษัทใหม่ๆหลังจากที่นายประจวบ โอนเงินไปยังบุคคลต่างๆ 28 คน ระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม 2547 - 4 กุมภาพันธ์ 2548 เช่น บริษัท ดีพ แอ็ด จำกัด ,บริษัท ไทย-ท๊อพเทอม ซิสเท็ม เซอร์วิส จำกัด เป็นต้น

โดยบริษัท ดีพ แอ็ด จำกัด จดทะเบียนตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 ,บริษัท ไทย-ท๊อพเทอมฯ จดทะเบียนตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548

เฉพาะ 2 บริษัทนี้ กรรมการและผู้ถือหุ้น ต่างก็เป็นคนที่นายประจวบโอนเงินเข้าบัญชีให้ทั้งสิ้น เช่น นายปัญญา ประสงค์ ,น.ส.วลัยลักษณ์ ประสงค์ ,นายดิเรก ประสงค์ ,นายมานพ น้าสุวรรณ ,นายสวัสดิ์ สังขาว เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อตามไปตรวจสอบยังที่ตั้งของทั้ง บริษัท ดีพ แอ็ด จำกัด และ บริษัท ไทย-ท๊อพเทอม ฯ พบว่า เป็นเพียงห้องเช่าเล็กๆบนแฟลตการเคหะแห่งชาติ แจ้งวัฒนะ สิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นบริษัท มีเพียงป้ายที่ติดไว้หน้าประตูเท่านั้น

จากประเด็นทั้งหมดล้วนเป็นข้อพิรุธในความเชื่อม โยงระหว่าง บริษัท เมซไซอะบิซิเนสแอนด์ครีเอชั่นฯ -นายประจวบ สังขาว -นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์บางคน ?


"อัศวิน"ฝันสลายอดติดยศ"พล.ต.อ." 2แคนดิเดตนั่งผบ.ตร. "วิเชียร"พร้อมเต็มที่ "วัชรพล"อุบไม่พูดพบนายกฯ

2แคนดิเดตนั่งผบ.ตร."วัชรพล"อุบไม่พูดนายกฯเรียกโชว์วิสัยทัศน์

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธ์ศรี รองผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีที่ถูกคาดการณ์ว่าเป็นแคนดิเดต ขึ้นเป็นผบ.ตร.คนต่อไปว่า หากผู้บังคับบัญชาไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ตนเองก็พร้อมทำงานอย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องการเลือกผบ.ตร.เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่จะ เลือกผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง


พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาตนเองก็ทำงานในหน้าที่อย่างเต็มที่ รับใช้ประชาชนและทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาท และไม่หนักใจกับปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้หากหนักใจก็คงไม่กล้าอาสามาดำรง ตำแหน่งนี้ และปฏิเสธไม่ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภาเมื่อวานนี้(4ส.ค.)


ด้านพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผบ.ตร. เป็นที่จับตาเข้าชิงตำแหน่ง ผบ.ตร.และมีกระแสข่าวว่า นายอภิสิทธิ์ ได้เรียกพบเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นผบ.ตร. ว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ทำหนังสือมาให้ไปแสดงวิสัยทัศน์ และไม่ขอพูดถึงประเด็นนี้ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าช่วงนี้ได้พบนายกรัฐมนตรีบ้าง ในฐานะตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา มีการพูดคุยเรื่องงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีตะพึงพอใจแนวคิดของตนหรือไม่คงตอบไม่ได้


พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวด้วยว่า มั่นใจว่าการประชุม ก.ต.ช.ในวันที่ 9 สิงหาคม นี้จะได้ ผบ.ตร.คนต่อไป อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ ตร.จะได้มีผู้บริหารองค์กรที่ชัดเจน การบริหารงานต่างๆจะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งตามกฎ ก.ตร. ก็ระบุว่าการแต่งตั้งนายพลตำรวจระดับรองผบ.ตร.ลงมาต้องต้องเสร็จสิ้นก่อนวัน ที่ 31 สิงหาคม นี่ก็เข้าเดือนสิงหาคมแล้ว หากไม่ได้ ผบ.ตร.ก็จะกระทบต่อการแต่งตั้งในระดับรองลงมา


เมื่อถามว่ามีความพร้อมกับการดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. หรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ตนคิดว่า รองผบ.ตร.ทุกคน มีความพร้อมกับการรับตำแหน่งนี้ และตามกฎหมายก็ระบุว่า การแต่งตั้ง ผบ.ตร.ต้องมาจากนายตำรวจยศ พล.ต.อ.ซึ่งตนคงพูดไม่ได้ว่าจะได้รับเลือกหรือไม่แล้วหากถูกเลือกจะทำอย่าง ไร มันเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น


ถามว่า จำเป็นหรือไม่ว่าผบ.ตร.ต้องมาจากผู้ที่มีความอาวุโสอันดับ 1 พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า กฎหมายไม่ได้ระบุอย่างนั้น แต่ตนว่า การเลือกผบ.ตร.ตามลำดับความอาวุโสก็สำคัญ เป็นเรื่องดี แต่ก็มองว่าคนที่จะมาบริหารเป็นผู้นำองค์กรตำรวจก็ควรคัดเลือกจากคนที่มี ความรู้ ความสามารถ เพื่อมาบริหารองค์กรได้ดีด้วย


เมื่อถามว่าหากจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ เพื่อเป็นผบ.ตร.มองว่าองค์กรตำรวจต้องพัฒนาอย่างไร พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ตนเคยอภิปรายประเด็นแนวทางการบริหาร พัฒนาองค์กรตำรวจไปแล้วในเวทีสัมมนาต่างๆ ก็ยึดแนวทางนั้น

"อัศวิน"ฝันสลายอดติดยศ"พล.ต.อ."บอกไม่เสียใจอย่าพูดถึงมันอีกเลย


ขณะที่ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผู้ช่วยผบ.ตร.) กล่าวถึงการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ว่า เรื่องนี้ต้องถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตนไม่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่า เสียใจหรือไม่ที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งติดยศ พล.ต.อ. เป็นที่ปรึกษา(สบ10) ด้านสืบสวน พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวว่า ไม่เสียใจ มันเป็นธรรมชาติของชีวิต ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ตนก็ทำงานตามหน้าที่ต่อไป ที่ผ่านมาทำงานเต็มที่ อย่าไปพูดถึงมันอีกเลย


เมื่อถามว่าโอกาส จะเป็น ผบ.ตร.ก็ริบหรี่ พล.ต.ท.อัศวินกล่าวว่า ไม่เป็นไร ตนทำงานตามหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดต่อไป

"อภิสิทธิ์"เรียกประชุมก.ตช.9ส.ค.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 5 ก.ค. ถึงการเรียกประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (ก.ตช.) ว่า ในวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคมนี้จะมีการประชุมก.ตช. ซึ่งการประชุมจะมีวาระการพิจารณาตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)


เมื่อถามถึงกรณีที่พล.ต.ท. วัชรพล ประสารราชกิจ รอง ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร. เดินทางเข้าพบและได้แสดงวิสัยทัศน์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา จำเป็นต้องให้ผู้ที่อยู่ในข่ายการพิจารณาแสดงวิสัยทัศน์ทุกคนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.ต.ท.วัชรพล มาคุยในเรื่องที่เคยคุยค้างกันไว้ เนื่องจากสมัยก่อนพล.ต.ท.วัชรพล เคยเป็นฝ่ายเลขาของ ก.ตช.และพูดถึงแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องตำรวจ และบังเอิญว่าขณะนี้ก็มีเรื่องการปฏิรูปตำรวจด้วย พล.ต.ท.วัชรพล จึงได้มาพูดคุยให้แนวคิด การมาของพล.ต.อ.วัชรพลก็ไม่เชิงเจาะจงมาแสดงวิสัยทัศน์อะไร ส่วนท่านอื่นๆผมก็ติดต่อสอบถามแนวคิดได้ตลอด


เมื่อถามว่า คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งผบ.ตร.จะมีการมองเชื่อมโยงถึง สถานการณ์ของบ้านเมืองด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ผมพยายามจะลดความแตกแยกที่เกิดขึ้น อะไรที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับและสามารถที่จะทำให้องค์กรตำรวจทำงานได้อย่างเข้ม แข็งเป็นที่พึ่งของประชาชน”

เมื่อถามว่า คิดว่าคุณสมับติของ พล.ต.ท.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี พร้อมที่จะรับตำแหน่งผบ.ตร.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "มีหลายท่านที่มีคุณสมบัติครบ" เมื่อถามย้ำว่า หลักการพิจารณาจะดูประเด็นเรื่องความอาวุโสเป็นหลักก่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "จะพิจารณาด้วยครับ"


ไหนว่ากลัวถูกฟ้อง!เด็กแห่สอบหมอขอนแก่น7,000คนรับแค่ 90 จองโรงแรมจนล้น 12สถาบันแพทย์คึก

ขณะที่สังคมไทย กำลังถกเถียงเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข ฯ ถึงข้อดีข้อเสียอย่างกว้างขวาง กลุ่มแพทย์ที่ไม่เห็นด้วยถึงกับแต่งชุดดำประท้วง เพราะไม่เห็นด้วยกับสาระสำคัญของร่างกฎหมายที่อาจกระทบต่อวิชาชีพแพทย์ ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบแพทย์ จะต้องรับผิดชอบ และมุ่งสู่มาตรการเยียวยาอย่างแท้จริง จนถึงเวลานี้ ไม่มีใครตอบได้ว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว จะได้พิจารณาในสมัยประชุมสภานี้หรือไม่

กลุ่มนายแพทย์ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว หลายคน อ้างว่า วิชาชีพหมอกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงทั้งโทษทางแพ่งและโทษทางอาญา จนทำให้ไม่มีหมออยากรักษาคนไข้ และอาจทำให้ไม่มีใครอยากเป็นหมอรักษาคนไข้ นพ.สมศักดิ์ โล่เลขา นายกแพทยสภา อ้างว่า จะให้ลูกชายที่เรียนหมอทำงานในต่างประเทศ เพราะไม่อยากเสี่ยงกฎหมายใหม่ ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข เห็นว่า กลุ่มแพทย์ กลัวกฎหมายใหม่เกินเหตุ ส่วนนายแพทย์ที่ค้านกฎหมาย โต้ว่า หมอในกระทรวงสาธารณสุขไม่เคยจับมีดผ่าตัด

ผู้สื่อข่าว "มติชนออนไลน์" รายงานว่า การรับบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตร แพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีการศึกษา 2554 ที่จะมีการจัดสอบวันที่ 14-15 สิงหาคม ศกนี้ ใน 4 สนามสอบในเมืองขอนแก่น ได้แก่ โรงเรียนเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน และโรงเรียนกัลยาณวัตร ปรากฏว่า เป็นไปอย่างคึกคัก เพราะมีนักเรียนจากทั่วประเทศแห่ไปสอบ จนทำให้โรงแรมในอำเภอเมืองขอนแก่น เต็มทุกห้อง ไม่ว่า จะเป็น โรงแรมเจริญธานี โฆษะโฮเต็ล พูลแมน ขอนแก่น โรงแรมประตูน้ำ โซฟิเทล ขอนแก่น จากการตรวจสอบพบว่า โรงแรมในอำเภอเมือง ขอนแก่นถูกจองเต็มมา 2 สัปดาห์แล้ว

จากการสอบถามฝ่ายวิชาการ คณะแพทย์ศาสตร์ ม.ขอนแก่น ได้รับคำชี้แจงว่า การสอบแพทย์ขอนแก่นปีนี้ คึกคักกว่าทุกปี เพราะมีนักเรียนมาสมัครสอบ 8,000 คน แต่คาดว่าจะมาสอบจริงกว่า 7,000 คน โดยรับแค่ 90 คน อัตราการแข่งขัน ประมาณ 1 ต่อ 78

รายงานข่าว แจ้งว่า สนามสอบแพทย์ศาสตร์ ม.ขอนแก่น เป็นสนามสอบแพทย์สนามสอบแรกของปีนี้ ทำให้นักเรียนที่ต้องการเรียนแพทย์ต้องการมาประลองความรู้ของตน ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เด็กเก่งจากส่วนกรุงเทพ เช่น โรงเรียนเตรียมอุดม เมื่อสอบได้สนามสอบแรก จะสละสิทธิ์ ทั้งหมด เพื่อไปใช้สิทธิสอบสถาบันแพทย์ 12 สถาบัน ในช่วงปลายปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มสถาบันแพทย์แห่งประเทศไทย( กสพท.) อันประกอบด้วยคณะแพทย์ศาสตร์ 12 สถาบัน และคณะทันตแพทย์ 5 สถาบัน โดยทั้ง 17 สถาบัน รับนักศึกษา 1,432 คน ปีนี้จัดสอบวิชาเฉพาะ 30 ตุลาคม 2553 วิชาสามัญ 22-23 มกราคม 2554 โดยปีที่แล้ว มีผู้สมัครสอบ คณะแพทย์ศาสตร์ 12 สถาบัน 22,000 คน

คณะแพทย์ศาสตร์ยอดนิยมที่มีการแข่งขันสูงสุด ได้แก่ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาฯ รับ 200 คน คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราช 250 คน คณะแพทย์ศาสตร์ รามาธิบดี 158 นาย คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 165 คน และคณะแพทย์ศาสตร์ ม.เชียงใหม่ 52 คน และคาดว่าปีนี้ จะมีผู้สมัครสอบมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

จากการสอบถามนักเรียนที่สมัครสอบส่วนใหญ่ เห็นว่า วิชาชีพ หมอ ได้ช่วยเหลือคนป่วย และยังเป็นวิชาชีพที่เรียนแล้วไม่ตกงาน เป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ ได้รับการยอมรับในสังคม และเป็นคณะที่รวมคนเก่งที่สุดในประเทศ

ขึ้นยกแผง !!มติก.ศป.เห็นชอบ"หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล"ประธานศาลปกครองสูงสุด แทน"ดร.อักขราทร"



สำนักงานศาลปกครองเผยแพร่ข่าวเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ในการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง(ก.ศป.) เมื่อวันอังคารที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมามีมติเห็นชอบให้ นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด แทนนายอักขราทร จุฬารัตน ที่เกษียณอายุกันยายน 2553 ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีต้องนำชื่อเสนอขอความเห็นชอบต่อวุฒิสภาภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับการเสนอชื่อ เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วให้นายกฯนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯแต่งตั้ง

นอกจากนี้ มติ ก.ศป. เห็นชอบให้ นายเกษม คมสัตย์ธรรม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ดำรงตำแหน่ง รองประธานศาลปกครองสูงสุด คนที่ 1 แทนนายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ที่เกษียณอายุ และเห็นชอบให้ นายวิชัย ชื่นชมพูนุท ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ดำรงตำแหน่งรองประธานศาลปกครองสูงสุด คนที่ 2 แทน นายนายพีระพล เชาวน์ศิริที่เกษียณอายุ

ขณะที่ นายชาญชัย แสวงศักดิ์ นายไพบูลย์ เสียงก้อง นายวรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ก.ศป.มีมติให้ดำรงตำแหน่งตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

สำหรับนายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล จบนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ รุ่นปี 2511 เป็นอาจารย์สอนกฎหมาย วิชาหนี้ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นผู้ก่อตั้งโครงการนิติศึกษาในช่วงปี 2512 ร่วมกับนายสมยศ เชื้อไทย

นายหัสวุฒิ ถือว่าเป็นประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่ 2 สืบต่อจากนายอักขราทร มีความสนใจคดีสิ่งแวดล้อม เป็นพิเศษ จากการที่ศึกษาคดีปกครองที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศ และยังมีบทบาทสำคัญในคดีมาบตาพุด

ขณะที่นายอักขราทร จุฬารัตน เคยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า หลังเกษียณอายุ อยากจะมีเวลาพักผ่อน อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ และท่องเที่ยว และอาจสอนหนังสือถ่ายทอดประสบการณ์ ส่วนงานในคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ไปประชุมตามปกติ

กล่าวกันว่า ศาลปกครองในยุคนายอักขราทร เป็นประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นห้วงเวลาที่กระแสตุลาการภิวัตน์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งแง่ลบและแง่บวก และบ้านพักของนายอักขราทร ได้เคยถูกปาระเบิดมาแล้วหลายครั้ง

นอกจากนี้ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ปี 2548 จนถึงปี 2552 มีกระแสข่าวมาตลอดว่า มีการทาบทามนายอักขราทร ไปเป็นนายกรัฐมนตรี แต่นายอักขราทร ปฎิเสธข่าวตลอดมา

ในทัศนะของนายอักขราทร มีความเชื่อว่า บ้านเมืองผ่านวิกฤตครั้งสำคัญมาได้ทุกครั้ง เพราะพระสยามเทวาธิราช

-----

ประวัติย่อ นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ว่าที่)ประธานศาลปกครองสูงสุด

ประวัติส่วนตัว
วัน เดือน ปีเกิด ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๑

ประวัติการศึกษา
- นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
- Doctor Iuris (Doktor Der Rechtswissenschaften) มหาวิทยาลัย VIENNA

ประวัติรับราชการ
- รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- หัวหน้าภาควิชากฎหมายแพ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- หัวหน้าภาควิชานิติศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เครื่องราชอิสริยาภรณ์
- เหรียญจักรพรรดิมาลา (ร.จ.พ.)
- มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
- มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)

ประวัติการทำงาน
- กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์
- กรรมการต่าง ๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- กรรมการต่าง ๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- อนุกรรมการสาขากฎหมายการเกษตร ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติการพลังงาน
และสิ่งแวดล้อม
- กรรมการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาทางปกครอง
- อนุกรรมการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาทางปกครอง
- คณะทำงานยกร่างอนุบัญญัติเพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
- ประธานคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษหลายเรื่อง
ตามคำสั่งมหาวิทยาลัย ที่ ๕๐๗/๒๕๔๒, ๑๔๐๗/๒๕๔๒

ประวัติการทำงานในศาลปกครอง
- กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ศป.)
- ประธานคณะกรรมการด้านวิชาการเกี่ยวกับปัญหาอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
- ประธานคณะกรรมการด้านวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม
- ประธานคณะกรรมการด้านวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคล
- กรรมการพัฒนาตุลาการศาลปกครอง
- กรรมการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาลปกครองสูงสุด
พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๓
- กรรมการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาลปกครองชั้นต้น
พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๓
- กรรมการพิจารณาย้ายและเลื่อนตำแหน่งตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น พ.ศ.๒๕๕๓
- ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนามาตรฐานงานคดีและการบริหารจัดการคดีปกครอง

การร่วมประชุม ศึกษา ดูงานต่างประเทศ
- การประชุมทางวิชาการศาลปกครองสูงสุด (IASAJ) ครั้งที่ ๙ ที่กรุงเทพมหานคร (พ.ศ.๒๕๕๐)
และครั้งที่ ๑๐ ณ นครซิดนีย์ และกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย (มีนาคม ๒๕๕๓)
- ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมศาลปกครองสูงสุดระหว่างประเทศ (IASAJ)
ณ เมือง Ottawa ประเทศแคนาดา (เมษายน ๒๕๕๒)
- การเข้าร่วมประชุมทางวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ (World Congress of
Constitutional Law) ครั้งที่ ๗ ที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ (พ.ศ.๒๕๕๐)
- การเข้าร่วมศึกษาดูงาน ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี (พฤศจิกายน ๒๕๕๒)
- การเข้าร่วมศึกษาดูงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน (มิถุนายน ๒๕๕๓)
- การเข้าร่วมประชุมทางวิชาการในโอกาสครบรอบ ๘ ปี ศาลปกครอง
- ประธานอนุกรรมการจัดงานสัมมนาทางวิชาการระหว่างประเทศ ในวาระครบรอบ ๙ ปี
ศาลปกครอง (พ.ศ.๒๕๕๓)

ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุด/และหรือตำแหน่งอื่น
- เป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๓
- เป็นตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑

"สุเทพ" อัด "เพรียวพันธุ์" อย่าโวย! ยันการเมืองไม่ได้แกล้ง ไม่ให้ขึ้น ผบ.ตร.ซัดกลับอาศัย "การเมือง" โตมานาน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 5 สิงหาคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกระแสข่าวการนัดประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่ง ชาติ (กตช.) ประชุมในวันที่ 9 สิงหาคม เพื่อพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่า เรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร.นั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของ กตช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งตนไม่ได้เป็นกรรมการอยู่ด้วยจึงไม่สามารถตอบได้


เมื่อถามว่าจะเกิดสูญญากาศเหมือนการคัดเลือกตัว ผบ.ตร.ที่ผ่านๆ มาอีกหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าไปคาดการณ์ล่วงหน้า


เมื่อถามว่า เพราะอะไรรัฐบาลจึงไม่สามารถคัดเลือกตัว ผบ.ตร.ตัวจริงได้ จนต้องปล่อยให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทน ผบ.ตร.มาเป็นปี นายสุเทพ กล่าวว่า โดยข้อเท็จจริงที่ปรากฎเป็นข่าวมาก็ชัดเจนดีอยู่แล้ว


เมื่อถามว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงษ์ รองผบ.ตร. อดีตพี่ภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มักออกมาร้องขอความเป็นธรรมจากฝ่ายการเมืองที่ไม่ให้ความเป็นธรรม เพราะตัวเองอาวุโสสูงสุด นายสุเทพ กล่าวว่า “ไม่มีการเมืองอะไรไปเล่นงานคุณเพรียวพันธุ์ หากจะโทษการเมืองก็ต้องบอกว่าการเมืองให้ประโยชน์กับคุณเพรียวพันธุ์มามาก ที่เจริญเติบโต ก้าวหน้ามาได้ขนาดนี้ แต่การแต่งตั้ง ผบ.ตร.นั้นมีกฎเกณฑ์กติกา มีกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าจะต้องทำอย่างไร จะต้องพิจารณาในที่ประชุมของ กตช. ซึ่งคุณเพรียวพันธุ์ตั้งตัวเองเป็นไม่ได้ และจะเที่ยวไปให้คนโน้นคนนี้ตั้งให้ก็คงไม่ได้ เพราะต้องว่าไปตามกฎหมาย”


เมื่อถามว่าไม่กลัวว่า พล.ต.อ.เพียวพันธุ์ ฟ้องร้องหรือ นายสุเทพ กล่าวว่า “ไม่มีครับ ฟ้องไม่ได้ เพราะกฎหมายชัดเจนว่าในที่ประชุม กตช.นั้นนายกรัฐมนตรี มีสิทธิ์เสนอชื่อ พล.ต.อ.คนใดคนหนึ่ง ให้ที่ประชุม กตช.พิจารณาได้

เปิดจ.ม."เจ้าศรีสวัสดิ์"ที่ปรึกษากษัตริย์กัมพูชา ถึง"มาร์ค" พระวิหารสัญลักษณ์ปรองดอง





แถลงการณ์"สุขุมพันธุ์" ยัน"เอ็มโอยู 2543" เครื่องประกันไม่ให้ไทยเสียดินแดน

หมายเหตุ - ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ ชี้แจงถึงกรณีการทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาหรือ เอ็มโอยู ปี 2543 ขณะที่ เจ้าศรีสวัสดิ์ โธมิโก พระราชนัดดาในองค์สมเด็จพระนโรดม สีหนุ พระราชบิดาในสมเด็จนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาในองค์กษัตริย์กัมพูชา อันเป็นตำแหน่งเทียบเท่าตำแหน่งรัฐมนตรี ได้ส่งจดหมายถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 2 สิงหาคม ขอให้ทั้งสองชาติสมานฉันท์กัน มีรายละเอียดดังนี้


เปิดจ.ม."เจ้าศรีสวัสดิ์"ถึง"มาร์ค" พระวิหารสัญลัปรองดอง


ปักกิ่ง 2 สิงหาคม 2553
เรียน ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย
ผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา
เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี


กรุณานำความขึ้นกราบบังคมทูลฯต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาทราบถึงความเคารพยิ่งและความปรารถนาในอันที่จะถวายพระพรให้ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงและมีรัชสมัยที่รุ่งเรืองยืนยาว
ข้าพเจ้าขอแสดงความชื่นชมมายัง ฯพณฯ และต่อบรรดาสมาชิกในคณะรัฐบาลของราชอาณาจักรไทย


ข้าพเจ้ารู้สึกชื่นชมต่อการที่ราชอาณาจักรไทยประสบผลในการพัฒนาการ อันน่าประทับใจอย่างยิ่งทั้งในทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการยึดมั่นในด้านการศึกษาอย่างเข้มแข็งอันเป็นรากฐาน ให้ประเทศเติบโต และข้าพเจ้ายังซาบซึ้งเป็นพิเศษต่อราชอาณาจักรไทยที่ได้แสดงบทบาทสำคัญใน อดีตที่ผ่านมา เมื่อไม่นานมานี้ในการให้ความช่วยเหลือกัมพูชาจนสามารถฟื้นฟูอธิปไตยและนำไป สู่การยุติความขัดแย้งและทนทุกข์ทรมานนานสองทศวรรษลง


ชาวเขมรไม่มีปรารถนาอื่นใดนอกเหนือจากการเยียวยาบาดแผลในอดีตและดำรง ชีวิตอย่างสันติ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของประชาคมนานาชาติ ประชาคมโลก และสมาชิกขององค์กรต่างๆ ในระดับภูมิภาค กัมพูชาปรารถนาที่จะบรรลุถึงพัฒนาการต่างๆ อย่างสมานฉันท์กับทุกๆ ประเทศ เพื่อทำนุบำรุงให้เกิดความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือซึ่งกันและกันกับ ทุกๆ ประเทศ และเหนือสิ่งอื่นใดกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดโดยตรงของเรา


ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย มีประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมกัน แท้จริงแล้วไม่เพียงมีร่องรอยแห่งความขัดแย้งแต่ยังมีห้วงเวลาแห่งสันติที่ ซึ่งการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันระหว่างประเทศทั้งสองยังประโยชน์ใหญ่หลวงให้ กับทั้งสองประเทศ เรามีอารยธรรม, วัฒนธรรม และศาสนา ร่วมกัน ไม่ว่าสิ่งใดๆ ที่แบ่งแยกระหว่างเราเอาไว้ ไม่อาจแข็งแกร่งเท่ากับสิ่งต่างๆ ซึ่งผูกพันเราเข้าไว้ด้วยกันแน่นอน


ด้วยเหตุผลทั้งหลายนี้ความเจ็บปวดในการได้เป็นประจักษ์พยานต่อการ เสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็วของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเราทั้งสองที่เกิด ขึ้นตลอด 2 ปีที่ผ่านมาจึงมีสูงมากเป็นพิเศษ เป็นการง่ายที่ประชาชนของทั้งสองประเทศจะถูกปลุกปั่นด้วยโวหารของกลุ่มคน คลั่งชาติจำนวนน้อย แต่คุณค่าของสันติในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาควรทำให้เข้าใจกระจ่างด้วยว่า การอ้างสิทธิเหนือดินแดนซึ่งกลายเป็นกระแสนิยมและวาทกรรมทางการเมืองอย่าง มากเมื่อไม่นานมานี้มีพื้นฐานใดๆ รองรับ


โดยข้อเท็จจริงแล้ว ประวัติศาสตร์ดังกล่าว ไม่ได้งดงามนัก แนวเขตแดนระหว่างประเทศของเราทั้งสองนั้นแท้จริงแล้วถูกกำหนดให้เราโดยมหา อำนาจเจ้าของอาณานิคม ซึ่งไม่ได้ให้ความเคารพอื่นใดนอกเหนือจากผลประโยชน์แห่งตนเท่านั้น ในขณะที่ราชอาณาจักรไทยไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ทั้งชาวเขมรและชาวไทยก็สามารถยึดถือได้ว่าพวกตนล้วนตกเป็นเหยื่อของเจ้า อาณานิคมในอดีตเหล่านี้


ข้าพเจ้าเข้าใจถึงความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในหมู่ ประชาชนไทยต่อการบีบบังคับที่กระทำต่อพวกเขาโดยมหาอำนาจต่างชาติ ในฐานะเป็นชาวกัมพูชา ข้าพเจ้าไม่อาจลืมได้ว่า ชาร์ลส์ ทอมสัน ผู้สำเร็จราชการแคว้นโคชินไชน่า นำปืนมาจัดเรียงไว้ด้านหน้าพระราชวัง เพื่อบีบบังคับให้สมเด็จพระนโรดมสีหนุ ลงพระปรมาภิไธยในสนธิสัญญาอื้อฉาวเมื่อปี 1884 เช่นเดียวกันข้าพเจ้าก็ไม่อาจลืมได้ว่า สนธิสัญญา 1896 นั้น รับรองบังคับใช้โดยอังกฤษและฝรั่งเศสถือเป็นการหยามหมิ่นทั้งต่อกัมพูชาและ ไทย


การอ้างสิทธิเหนือดินแดนของคนไทยในปัจจุบันเหนือพระวิหารนั้น เป็นการใช้สภาพภูมิศาสตร์เป็นบรรทัดฐานในการอ้างความชอบธรรม ก็เป็นเช่นเดียวกับในปี 1954 คือ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก เช่นเดียวกันกับการแสดงให้เห็นว่า สนธิสัญญาเขตแดนปี 1904 นั้น ไม่เป็นธรรมเพียงใด ทั้งนี้ เป็นความจริงที่ว่า ภูมิประเทศทางธรรมชาติต่างๆ เช่น ธารน้ำ แนวสันปันน้ำ แนวสันเขา เส้นลาดชันต่างๆ ล้วนนำมาใช้ในการปักปันเขตแดนระหว่างประเทศ แต่ขอให้ระลึกไว้เช่นกันว่า ข้อพิจารณาว่าด้วยชาติพันธุ์และภาษาก็ถือเป็นเกณฑ์สำคัญในเรื่องนี้ด้วยเช่น เดียวกัน


จากมุมมองนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า สนธิสัญญาเขตแดนปี 1904 ทำให้ชาวเขมรเป็นเรือนล้านต้องแยกจากมาตุภูมิ กัมพูชาถูกตัดแบ่งเป็นส่วนๆ และปล่อยให้อยู่ภายใต้อำนาจต่างชาติเป็นการดูแคลนความคาดหวังของประชาชน กัมพูชาอย่างเต็มที่ หากประเทศของเราทั้งสองอ้างอิงถึงความไม่เป็นธรรมในประวัติศาสตร์ ก็ควรจะเห็นได้ชัดเจนว่ากัมพูชาต้องแบกรับไว้มากกว่า


ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ในยุคดังกล่าว สิทธิของประชาชนในอันที่จะเลือกวิถีของตนเองอย่างอิสระไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของกฎหมายระหว่างประเทศ กระนั้น ผลที่บังเกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ มีชาวเขมรเป็นจำนวนมากอาศัยอยู่ภายนอกประเทศรวมทั้งในไทยมากกว่าภายในดินแดน ของกัมพูชาเอง หากหลักเรื่องชาติพันธุ์และภาษาถูกนำมาใช้ในการปักปันเขตแดนระหว่างกัมพูชา และไทย ผลที่ได้คงแตกต่างจากที่เป็นอยู่โดยสิ้นเชิง


ตัวอย่างของอดีตรัฐยูโกสลาเวีย ที่ถูกมหาอำนาจสร้างขึ้นอย่างจอมปลอมโดยไม่ให้ความสนใจความเป็นจริงในเชิง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธุ์ นำไปสู่ความขัดแย้งในโครเอเชีย บอสเนีย และโคโซโว เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าการครอบงำบิดเบือนเหล่านั้นเปราะบางเพียงใดและ ผลลัพธ์นั้นเลวร้ายเพียงใด


ในแง่นี้ ตราบเท่าที่นำเอาความเป็นชาตินิยมสุดโต่งมาคำนึง กัมพูชาควรมีสิทธิเต็มเปี่ยมในการบอกเลิกสนธิสัญญาปี 1904 เพื่อให้สามารถนำเอาหลักว่าด้วยชาติพันธุ์และภาษามาร่วมพิจารณาด้วย หลังจากนั้น ก็จะไม่มีประเด็นเรื่องพระวิหารอีกต่อไป เพราะพระวิหารและพื้นที่โดยรอบจะอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชา อย่างที่เคยเป็น


อย่างไรก็ตาม นับแต่ได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์ในปี 1953 ภายใต้การนำของเจ้าสีหนุในเวลานั้น กัมพูชาเพียงเรียกร้องขอให้เพื่อนบ้านทั้งหลายและประชาคมนานาชาติยอมรับโดย นิตินัย ถึงแนวเขตแดนตามที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาต่างๆ ในช่วงศตวรรษที่ 20 และเรื่องนี้ยังคงเป็นเช่นนี้ในปัจจุบัน กัมพูชาไม่เคยเรียกร้องอื่นใดนอกจากนี้


ประเทศของเราถูกกำหนดให้อยู่เคียงข้างกันและกัน เราต่างเป็นสมาชิกอาเซียน องค์กรของภูมิภาคซึ่งมีความปรารถนาจะเปิดพรมแดนระหว่างชาติสมาชิกเพื่อให้ พลังแห่งการสร้างสรรค์เป็นอิสระและกลายเป็นที่มาของพัฒนาการอันยั่งยืน การหยิบยกเรื่องการกล่าวอ้างถึงสิทธิเหนือดินแดนถือเป็นความพยายามกระทำการ เสมือนโฉบผ่านหน้าประวัติศาสตร์และเป็นอันตรายต่อประชาชนของเรา ด้วยการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรที่อาจหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในการพัฒนาและต่อสู้ กับความยากจนของทั้งสองด้านแห่งแนวเขตแดนร่วมของเรา


ในฐานะชาวกัมพูชาผู้หนึ่ง ข้าพเจ้าเชื่อว่าชาวเขมรนับล้านต่างรู้สึกเช่นเดียวกันนี้ ความปรารถนาที่สุดของข้าพเจ้านั้นคือ การที่ ฯพณฯ จักมองปราสาทพระวิหารว่าเป็นสัญลักษณ์อันยืนนานของความปรองดองระหว่างประเทศ ของเราทั้งสอง เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมานฉันท์ในความสัมพันธ์ระหว่างกัน ตลอดจนเป็นแบบอย่างของความร่วมมืออันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งระหว่างประเทศ เพื่อนบ้านสองประเทศ


ขอให้ท่านมั่นใจได้ว่าข้าพเจ้ายังให้การนับถือท่านอย่างสูง


(ลงนาม) ศรีสวัสดิ์ โธมิโก


------------------------------------------------


แถลงการณ์"สุขุมพันธุ์" ยัน"เอ็มโอยู 2543" เครื่องประกันไม่ให้ไทยเสียดินแดน


บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาหรือเอ็มโอยูว่า ด้วยการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนทางบก ที่ลงนาม ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 นั้น เป็นเอ็มโอยูเพื่อส่งเสริมสัมพันธไมตรีของรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศที่มีเจตนารมณ์ตรงกันในเรื่องความจำเป็นที่ต้องจัดทำหลักเขตแดนทางบก ขึ้น


เนื่องจากหลักเขตซึ่งจัดทำโดยคณะปักปันเขตแดนร่วมกรุงสยามและประเทศ ฝรั่งเศสนั้นสูญหาย ชำรุด หรือ ถูกเคลื่อนย้ายในช่วงเวลาเกือบ 100 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดสงครามในกัมพูชาเป็นเวลากว่า 20 ปี


ทั้งนี้ การสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนทางบกนั้นเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน และในทางปฏิบัติมีอุปสรรคนานัปการในการดำเนินการ ดังนั้น วิธีดำเนินการที่ดีที่สุดคือ การดำเนินการจัดทำหนังสือสัญญา เพื่อนำไปใช้เป็นกรอบและประเด็นอ้างอิงในการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขต แดนใหม่


ซึ่งหนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นข้อผูกมัดในเรื่องวิธีการดำเนินการเท่า นั้น ไม่ได้เป็นข้อผูกมัดถึงผลของการดำเนินการ นอกจากนี้ บันทึกลงนามความเข้าใจหรือเอ็มโอยูนั้นประเทศไทยก็เคยทำกับประเทศเพื่อนบ้าน ถึง 2 ประเทศมานานแล้วคือ มาเลเซียและลาว


ทั้งนี้ สาระสำคัญในเอ็มโอยู ไทยและกัมพูชาตกลงกันว่าวิธีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนนั้นจะดำเนินการใน แนวทางตามเอกสารสำคัญคือ 1.อนุสัญญาระหว่างกรุงสยามและฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 2.สนธิสัญญาระหว่างพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ ฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1907 และ 3.แผนที่ซึ่งเป็นผลของการปักปันเขตแดน โดยคณะกรรมาธิการร่วมอินโดจีน-สยามตลอดจนเอกสารอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวโยงกับหนังสือสัญญาทั้งสอง นอกจากนี้ ไทยและกัมพูชายังตกลงกันว่าจะให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) และจัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านเทคนิคเพื่อสำรวจแนวเขตแดนและเสนอตำแหน่งที่จะ จัดทำหลักเขตแดน โดยขณะที่กำลังสำรวจเขตแดนนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดในสภาพแวดล้อม ของบริเวณพื้นที่เขตแดนดังกล่าวด้วย


ดังนั้น หากทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถได้ข้อสรุปในกรอบการทำงานก็ไม่สามารถเริ่มต้นการทำงานได้ อีกทั้งการยอมรับอนุสัญญาปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาปี ค.ศ.1907 เป็นเอกสารพื้นฐานไม่ได้ทำให้ฝ่ายใดเสียเปรียบ


ส่วนการยอมรับแผนที่ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการปักปันเขตแดนโดยคณะ กรรมาธิการร่วมอินโดจีน-สยามนั้น เป็นเพียงองค์ประกอบของการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขต ซึ่งหากแผนที่ฉบับใดฉบับหนึ่ง ไม่เป็นที่ยอมรับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในการวินิจฉัยกรณีปราสาทพระ วิหาร เมื่อปี 2505 หรือขัดกับหนังสือสัญญาทั้งสอง ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาหาข้อยุติได้ แต่ถ้าไม่สามารถหาข้อยุติได้ ก็สามารถชะลอการพิจารณาไปก่อนได้เช่นกัน


ในมาตรา 5 ของเอ็มโอยู ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อไทยเนื่องจากเป็นหลักประกันว่ากัมพูชาจะไม่ทำถนนเข้า พื้นที่ และจะดูแลไม่ให้มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม


แต่ปรากฏว่าช่วงนั้นตรงกับช่วงที่กัมพูชาเริ่มทำถนนเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งมีการอ้างสิทธิอธิปไตยทับซ้อน รวมทั้งชาวกัมพูชาได้เข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ เท่ากับว่าตั้งแต่ปี 2544 กัมพูชาไม่ได้ทำตามคำมั่นสัญญา ปล่อยให้ชาวกัมพูชาเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ซึ่งมีการอ้างสิทธิ อธิปไตยทับซ้อน โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้นไม่ได้ทักท้วง


นอกจากนี้ เอ็มโอยูฉบับนี้ยังเป็นกรอบสำคัญในการบริหารจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วย โดยเห็นได้จากการที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จัดการประชุมเจบีซี (คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา) ขึ้นถึง 3 ครั้งในช่วงที่เกิดข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศใช้เอ็มโอยูฉบับนี้เป็นเอกสารอ้างอิงในการทักท้วง ทุกครั้งไป


ทั้งนี้ เอ็มโอยูฉบับนี้ ยังไม่มีรัฐบาลของฝ่ายใดเสียเปรียบ แม้แต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ (ตั้งแต่ปี 2544) และรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้นำเอ็มโอยูนี้ไปใช้ ซึ่งหากสร้างความเสียหายแก่ฝ่ายไทยจริงก็คงมีการวิพากษ์วิจารณ์มาก่อนหน้า นี้แล้ว และอาจดำเนินการแก้ไขเนื้อหาด้วยโดยอ้างเหตุผลว่ารัฐบาลสมัยพรรคประชา ธิปัตย์เป็นแกนนำได้ดำเนินการไปอย่างไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ ผลของการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามเอ็มโอยูนี้จะต้องตั้งอยู่บน พื้นฐานของความเห็นพ้องต้องกันในทุกประเด็น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถยอมรับในประเด็นใดๆ ก็ตาม สามารถชะลอการพิจารณาไปก่อนได้ เพราะไม่มีอำนาจใดบังคับให้เกิดการยอมรับในสิ่งที่ไม่ต้องการได้


ยิ่งไปกว่านั้นผลสรุปของเจบีซีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะจะต้องได้รับความเห็นชอบโดยคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาอีกด้วย ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าเอ็มโอยูฉบับนี้เป็นเครื่องประกันไม่ให้ไทยต้องสูญเสียดินแดน ในพื้นที่ที่อ้างสิทธิอธิปไตยทับซ้อนกัน