Thursday, August 5, 2010

แบงก์อู้ฟู่! สินเชื่อพุ่ง เงินฝากเพิ่ม เอ็นพีแอลลด ครึ่งปีโกยกำไรเละ 3.4 หมื่นล้าน

นางสาวนวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน เปิดเผยว่าระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2 ปี 2553 มีเสถียรภาพ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ได้ดีขึ้น โดยสินเชื่อรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 5.3 เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 2.5 ในไตรมาส 1 ปี 2553 โดยสินเชื่อภาคธุรกิจ (สัดส่วนร้อยละ 71.5 ของสินเชื่อรวม) ขยายตัวเป็นครั้งแรกที่ร้อยละ 2.1 หลังจากที่หดตัวติดต่อกัน 4 ไตรมาส โดยสินเชื่อ SME (สัดส่วนร้อยละ 52.4 ของสินเชื่อภาคธุรกิจ) ขยายตัวร้อยละ 2.1 ดีขึ้นจากที่หดตัวในอัตราร้อยละ 4.9 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนในไตรมาส 1 สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ
และเป็นที่น่าสังเกตว่าถ้าเทียบกับไตรมาส 1 แล้ว สินเชื่อ SME ขยายตัวทุกภาคยกเว้นอุตสาหกรรม สำหรับสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคขยายตัวสูงขึ้นที่ร้อยละ 14.3 จากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวจากมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาริม ทรัพย์ของรัฐบาลที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 และสินเชื่อรถยนต์ที่ขยายตัวสูง
เงินฝากรวมตั๋วแลกเงินขยายตัวร้อยละ 2.0 จากระยะเดียวกันปีก่อน ช้ากว่าอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ ส่งผลให้สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ตึงตัวขึ้นบ้าง โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากและ B/E เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 88.2
สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มียอดคงค้าง 3.56 แสนล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 1.5 หมื่นล้านบาท จากการรับชำระคืนหนี้ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และการขายหนี้ เป็นสำคัญ ทำให้สัดส่วนต่อสินเชื่อรวมลดลงทั้ง gross NPL และ net NPL เหลือร้อยละ 4.4 และร้อยละ 2.4 ตามลำดับ โดยสัดส่วน NPL ของสินเชื่อภาคธุรกิจลดลงจากร้อยละ 5.0 เหลือร้อยละ 4.9 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีสัดส่วน NPL ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 3.0 เป็นร้อยละ 2.9 สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อ SME เฉพาะของธนาคารพาณิชย์ไทย ลดลงจากร้อยละ 7.4 เป็นร้อยละ 6.8 โดยสัดส่วน NPL ลดลง ทุกประเภทธุรกิจ สำหรับสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Delinquent loan) มียอดคงค้างลดลงเช่นกัน โดยสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมลดลงเหลือร้อยละ 3.0 โดยสัดส่วน Delinquent loan ของสินเชื่อ SME ของธนาคารพาณิชย์ไทยลดลงจากร้อยละ 3.4 ณ ไตรมาส 1 ปี 2553 เหลือร้อยละ 3.2 ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2553 จำนวน 3.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 6.9 พันล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของทั้งรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin : NIM) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 2.9 และอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Asset : ROA) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.2 กำไรในไตรมาส 2 บวกกับการเพิ่มทุนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ ส่งผลให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีฐานะเงินกองทุนเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Tier-1 ratio) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 16.9 และร้อยละ 13.0 ตามลำดับ
"โดยรวมแล้วในไตรมาส 2 นี้ สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์สอดรับกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น และมีบทบาทต่อการระดมทุนมากขึ้น อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามทั้งภายในและภายนอก ที่สำคัญได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ตลอดจนความผันผวนของระบบการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพสินทรัพย์ในช่วงต่อไป ระบบธนาคารพาณิชย์จึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อ เนื่อง"นางสาวนวพรกล่าว

No comments:

Post a Comment