เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวปาฐกถากับสมาชิกของหอการค้าร่วม ต่างประเทศในไทยประมาณ 150 คนในการเตรียมความพร้อมของประเทศก้าวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนใน ปี 2558ว่า ภาคธุรกิจต้องผลักดันให้มากขึ้น เพื่อให้ข้อคิดเห็นของตนเข้าไปสู่นโยบายของรัฐบาล โดยผ่านทางนักการเมือง และต้องบอกความต้องการ รวมถึง สิ่งที่ตนเองรู้แก่ภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันได้เมื่อเข้าร่วมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และมีส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่กว่าในระบบการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และ งบลงทุนของต่างประเทศในอาเซียนที่มีมูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
นายประดิษฐ์กล่าวว่า การส่งออกของไทยไปยังประเทศในภูมิภาคนี้เพิ่มสูงขึ้นมาก ตัวเลขเฉพาะเดือนมิถุนายนเรามียอดส่งออกถึง 1.8 หมื่นล้านบาท และตั้งแต่มีการยกเลิกภาษีระหว่างอาเซียน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เรามียอดการส่งออกไปยังประเทศฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นถึง 90% ส่งออกไปอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 89% ขณะที่การส่งออกไปมาเลเซียก็เพิ่มขึ้น 62%
“ยอดการส่งออกที่ดีขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการรวมอาเซียนนั้นมีผลใน ทางบวกต่อเรา และเพื่อให้เกิดความสำเร็จอย่างยั่งยืน ประเทศไทยต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการเคลื่อนย้ายอย่างอิสระของปัจจัยการ ผลิต และการบริการต่างๆ รวมถึงการลงทุน เงินทุน หรือแรงงาน ในระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน” นายประดิษฐ์ กล่าว
นายประดิษฐ์กล่าวต่อว่า ประเทศไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ หากนักการเมืองขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการของภาคธุรกิจ และสภาพการแข่งขันระหว่างภูมิภาค และระหว่างนานาชาติ จึงอยากให้ภาคธุรกิจทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดขึ้น เพื่ออนาคตของประเทศไทยเอง โดยรัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับภาค ธุรกิจ ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษี นอกจากนั้นต้องมีระบบการศึกษาและสาธารณสุขที่เหมาะสมกับอนาคต และสอดคล้องกับหลักปฏิบัติแบบสากลด้วย
นายประดิษฐ์กล่าวถึงแผนปฏิรูปกรมศุลกากรว่า ได้ให้นโยบายกับกรมศุลกากรในการอำนวยความสะดวกให้กับการค้า เพื่อให้ภาคธุรกิจทำงานได้สะดวกราบรื่นขึ้น โดยร่างกฎหมายใหม่ของกรมศุลกากรที่กำลังจะส่งให้สภาพิจารณานั้นมีเป้าหมาย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และทำให้คำวินิจฉัยของกรมศุลกากรมีความเที่ยงธรรมยิ่งขึ้น แผนปฏิรูปกรมศุลกากรนี้ จึงป็นการยกเครื่องการทำงานของกรมศุลกากรครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ก่อตั้งมากว่า 135 ปี และ การปฏิรูปครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากการพูดคุยกับตัวแทนของสมาคมการค้า และหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย โดยรับฟังความต้องการและข้อเสนอแนะต่างๆ
No comments:
Post a Comment