Thursday, August 5, 2010

จำนวนคนอ่านล่าสุด 7719 คน วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7189 ข่าวสดรายวัน เส้นทางผงาด"ประยุทธ์-บูรพาพยัคฆ์"


เป็นที่แน่นอนแล้วว่า "บิ๊กตู่"พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ.

ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ ผบ.ทบ. คนที่ 37 ของกองทัพบกไทย ต่อจาก "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่จะเกษียณราชการในตำแหน่งแม่ทัพบกในอีก 2 เดือนข้างหน้า

การขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ. ของพล.อ.ประยุทธ์ครั้งนี้นับว่าไร้คู่แข่ง

เพราะพล.อ.อนุพงษ์เป็นผู้วางไลน์หรือกำหนดเส้นทางเดินของ พล.อ. ประยุทธ์ มาตั้งแต่ตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 1

หลังปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 เส้นทางของ พล.อ.อนุพงษ์ก็สดใส จนก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ ผบ.ทบ. ขณะเดียวกันก็ดูแล พล.อ.ประยุทธ์อย่างใกล้ชิดมาตลอด

พล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็นนายทหารที่มีสายเลือดและเติบโตมาจากนักรบบูรพา หรือนายทหารสาย "บูรพาพยัคฆ์" อย่างแท้จริง

ตั้งแต่จบการศึกษาจาก ร.ร.เตรียม ทหารรุ่นที่ 12 และ ร.ร.นายร้อย จปร. รุ่นที่ 23 ตัดสินใจเลือกเข้ารับราชการในหน่วยทหารเสือราชินี หรือ ร.21 รอ. อันเป็นหน่วยลูกของ พล.ร.2 รอ. หรือบูรพาพยัคฆ์

จนสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดใน พล.ร.2 รอ. หรือกองกำลังบูรพา ดูแลพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออก ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของประเทศ

รวมทั้งยังเป็นน้องรักของ "บิ๊กป้อม"พล.อ.ประวิตร วงษ์ สุวรรณ รมว.กลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์

ทั้ง 3 มีความสัมพันธ์แน่นปึ้ก เมื่อครั้งเป็นนายทหารเด็กๆ อาศัยอยู่ในบ้านพักนายทหารหนุ่มโสด อันเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า "พี่น้อง 3 ป." ที่อาจกล่าวได้ว่า "มองตา ก็รู้ใจ"



เส้นทางของ พล.อ.ประยุทธ์ มีจังหวะก้าวเดินเสมือนตามรอยเท้าพล.อ.อนุพงษ์ เพราะทุกตำแหน่งไล่จี้ บิ๊กป๊อก แบบหายใจรดต้นคอ

เริ่มจากผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 พัน.2 รอ.) จากนั้นเลื่อนเป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (เสธ.ร.21 รอ.) จนเป็นรองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (รองผบ.ร.21 รอ.)

และก็ได้เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 รอ.) ถือเป็นผู้การทหารเสือราชินี ต่อจากพล.อ.อนุพงษ์

จากนั้นไต่เต้าในตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (รองผบ.พล.ร.2 รอ.)

กระทั่งขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) ข้ามมาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ก่อนเป็น เสธ.ทบ. สมัยพล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ.

แล้วสไลด์ขึ้นเป็น รองผบ.ทบ. จ่อคิวขึ้น ผบ.ทบ.

พล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็นนายทหารสายบู๊ มีไหวพริบดี ใจถึง นักเลง เพราะในสถานการณ์ความไม่สงบต่างๆ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมวางแผนและดูแลความมั่นคงทั้งหมด

จนเป็นที่ไว้วางใจของพล.อ.ประวิตร และพล.อ.อนุพงษ์

กระทั่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้จัดการรัฐบาล ก็ยังไว้วางใจ

เลือกใช้บริการ พล.อ.ประยุทธ์ ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการปราบม็อบเสื้อแดงของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)



การจัดโผโยกย้ายนายทหารประจำปี"53 พล.อ.อนุพงษ์ไว้วางใจที่จะมอบหมายให้พล.อ.ประยุทธ์ร่วมจัดทำโผครั้งนี้ด้วย

โดยหากมองถึงสถานการณ์ความมั่นคงที่รออยู่ข้างหน้า พล.อ.อนุพงษ์มั่นใจว่าเป็นงานที่ท้าท้ายต่อพล.อ.ประยุทธ์เป็นอย่างมาก เพราะหลังขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ต้องรับศึกหนักทั้งเรื่องการเมืองและเรื่องภายในกองทัพ

เพราะทั้งทหารแตงโมและคนเสื้อแดง พร้อมจะปะทุหรือก่อเหตุได้ทุกเมื่อ

ดังนั้น การวางตัวคนที่จะเข้ามาร่วมงานในไลน์ "5 เสือ ทบ." พล.อ.ประยุทธ์จึงขอเลือก พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสธ.ทบ. เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 มา ยืนเคียงข้าง

โดยให้พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผช.ผบ.ทบ. เป็นรองผบ.ทบ. แล้วโยกพล.ท.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน แม่ทัพภาคที่ 3 และพล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 เป็น ผช. ผบ.ทบ.

เปิดทางในพื้นที่ให้เพื่อนได้ขึ้นเป็นแม่ทัพภาค เพื่อง่ายต่อการสั่งการ

การจัดแถวให้ พล.ท.ดาว์พงษ์ มือเขียนแผนปราบม็อบเสื้อแดง ขึ้นเป็น เสธ.ทบ. เพื่อทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน แม้จะเป็นสาย "วงศ์เทวัญ" แต่ยังถือว่าพล.อ. ประยุทธ์สามารถคุมเกมได้

พร้อมกับดึงเพื่อนคุมพื้นที่อีสาน เหนือ ที่หน่วยข่าวกองทัพประเมินว่าสถานการณ์ยังไม่ไว้วางใจ รวมถึงพื้นที่ภาคใต้

โดยให้ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพน้อยที่ 2 เป็นแม่ทัพภาคที่ 2, พล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพน้อยที่ 3 เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 และพล.ต.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ หน.ประ สานโครงการไทย-มาเลย์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 4



ส่วนการดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลาง ยังคงเลือกบริการนายทหารสาย "บูรพาพยัคฆ์"

โดยโยก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ออกไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษ เพราะถูกข้อครหาผลงานไม่เต็ม 100 ในการปราบม็อบแดง

แล้วมอบหมายให้พล.ต.อุดมเดช สีตบุตร รองแม่ทัพภาคที่ 1 อดีตผู้การทหารเสือฯ สายเลือดบูรพาพยัคฆ์ ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 โดยมี พล.ต.ธีรชัย นาควานิช รองแม่ทัพภาคที่ 1 สายตรงอีกคน เป็นแม่ทัพน้อยที่ 1

พร้อมดึง พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร.2 รอ. ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากเหตุการณ์เมษาเลือด เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 เพื่อรอจ่อคิวแม่ทัพภาคที่ 1 ต่อจากพล.ต.อุดมเดช

ส่วนคลื่นลูกหลังนายทหารสายบูรพาพยัคฆ์ที่ขยับขึ้นตำแหน่งหลัก โฟกัสไปที่ พ.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ รองผบ.พล.ร.2 รอ. ขยับขึ้น ผบ.พล.ร.2 รอ.

อันเป็นนายทหารสายตรง พล.อ. ประยุทธ์ ที่เข้ามากุมบังเหียนของหน่วย "บูรพาพยัคฆ์" เต็มมือ

นี่เป็นเพียงการอุ่นเครื่องของนายทหารสายบูรพาพยัคฆ์ ที่ขยับรองรับ ว่าที่ ผบ.ทบ. คนที่ 37 ของกองทัพบกไทย

นามว่า "ประยุทธ์ จันทร์โอชา"

"พลอย-เฌอมาลย์"แขวะหมอดูทักรีเทิร์น"โดม" บอกไม่ใส่ใจ เน้นแต่เรื่องงาน


เมื่อ 4 ส.ค. พลอย เฌอมาลย์ และโดม ปกรณ์ ลัม อดีตคนรักที่ผันมาเป็นเพื่อนร่วมงาน ให้สัมภาษณ์ในงานเปิดกล้องบวงสรวงละครเรื่อง “รักไม่มีวันตาย” ที่บริษัทโพลีพลัส ซอยแจ้งวัฒนะ 43 ซึ่งทั้งสองรับบทนำเป็นคนรักกัน

พลอยกล่าว ว่า ละครเรื่องนี้ ต้าร์ นาวิน เยาวพลกุล หวานใจคนปัจจุบัน ไม่ได้ถามอะไร พี่เขาไม่ยุ่งเรื่องงาน เพราะว่างานนี้รับมาเป็นปีแล้ว ก่อนที่จะคบพี่ต้าร์อีก เขาก็เข้าใจ เพราะพลอยเองก็มีเหตุผลของพลอยเอง ชัดเจน เขาก็เข้าใจ เขาบอกว่าเขาอะไรก็ได้ถ้าพลอยมีความสุข เขาก็พร้อมที่จะสนับสนุน เพราะว่ามันเป็นเรื่องงาน ไม่มีเรื่องส่วนตัว


นักข่าวถามว่า กลัวว่า น้องเพ้นท์ แฟนโดมจะไม่สบายใจไหม นางเอกสาว กล่าวว่า “พลอยไม่รู้ คือพลอยไปคิดแทนเขาไม่ได้ ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขากับพี่โดมดีกว่า เขาจัดการกันเอง พลอยบอกแล้วว่างานก็คืองาน ถ้าพลอยยังมีอะไรค้างคาใจมันคงไม่มาถึงจุดนี้ อย่างที่บอกว่าเราสองคนไปไกลเกินกว่าที่จะกลับมาเป็นแบบเดิมแล้ว เป็นเพื่อนดีกว่า”


ถามถึงเรื่องที่มีหมอดูมาทักว่ามีสิทธิ์รีเทิร์นกับโดม พลอยกล่าวว่า “พอมีกระแสอะไร หมอดูก็โผล่มาตลอดแหละค่ะ พลอยไม่ใส่ใจไม่เสพ คือพลอยได้คุยกับท่านว.วชิรเมธี ท่านบอกว่า ....

เปิดโครงการ"ไอเดีย...ประเทศไทย" ส่งความเห็นลุ้นโหวต5อันดับสูงสุด รับทุนวิจัย1แสนบาท

กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับสถาบัน ChangeFusion และสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จัดงานแถลงข่าวโครงการไอเดีย..ประเทศไทย (Ideas for Thailand) ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 4 ส.ค.เพื่อสร้างความมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสังคมไทยขึ้น ซึ่งงานนี้มีจุดประสงค์หลักในการระดมและรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนทั่ว ประเทศไทย เพื่อนำความคิดนั้นมาสร้างเป็นนโยบายหรือโครงการในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป


นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเปิดโครงการ กล่าวว่า โครงการไอเดีย..ประเทศไทย (Ideas for Thailand) เพื่อสร้างความมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสังคมไทย โครงการนี้จะรับหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรวบรวมความคิดเห็นของประชาชน แล้วในขั้นสุดท้าย เราก็จะเปิดช่องทางให้ประชาชนได้คัดกรองความคิดที่ชื่นชอบที่สุดเพื่อพัฒนา ให้เป็นโครงการพัฒนาสังคม ที่อาจจะทำโดยภาคเอกชนเอง หรือว่าเป็นนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและคุณลักษณะของไอเดียนั้นๆ แต่ที่สำคัญก็คือ เจ้าของความคิดที่ได้รับเลือกนั้น ต้องมามีส่วนร่วมในการทำความคิดนั้นให้เป็นความจริงด้วย เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาสังคมที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงาน หรือ องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากแต่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน


"ผมมั่นใจว่า มีพี่น้องคนไทยมากมายที่อยากทำอะไรเพื่อสังคม แต่ว่ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ไหนดี ขอเพียงแค่ส่งไอเดียเข้ามา ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะไม่ได้รับเลือกให้เป็น 5 ไอเดียสุดท้าย แต่ถ้าเป็นความคิดที่น่าสนใจพอ ก็มีโอกาสที่เราจะสามารถหาองค์กรผู้สนใจสนับสนุนความคิดนั้นๆผ่านทางโครงการ ไอเดียประเทศไทยได้ โดยทีมงานก็จะให้ความช่วยเหลือตรงนี้อย่างเต็มที่" นายสาทิตย์กล่าว


สำหรับช่องทางที่ประชาชนสามารถส่งความคิดเห็นต่างๆ นั้น ทางโครงการได้จัดทำเว็บไซต์ www.pm.go.th/ideasforthailand และ www.ideas.in.th หรือจะส่งผ่านแบบฟอร์มที่จะสามารถรับได้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตรและศูนย์ไอซีทีชุมชนทั่วประเทศ หรือผ่านทาง ตู้ ปณ.123 ปณศ. จตุจักร กรุงเทพ 10900 นอกจากนี้สถานีวิทยุ ดีเอฟเอ็ม ร่วมด้วยช่วยกัน 10 สถานีครอบคลุมพื้นที่ 30 จังหวัด ยังจะจัดทีมงานลงพื้นที่เพื่อสำรวจและรับไอเดียจากผู้ฟังทั่วประเทศอีกด้วย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-938-2636 หมดเขตเปิดรับไอเดีย วันที่ 31 สิงหาคมนี้ และจะทำการคัดเลือกให้เหลือ 50 ไอเดีย เพื่อให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของไอเดียได้แสดงรายละเอียดของไอเดียของตนภายใน งาน "ไอเดีย เฟสติวัล" (Ideas Festival)


จากนั้นจะทำการคัดเลือกให้เหลือ 20 ไอเดียโดยคณะกรรมผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ประชาชนร่วมโหวตผ่านสองเว็บไซต์ดังกล่าว โดยจะสามารถติดตามรายละเอียดไอเดียทั้งหมด ผ่านรายการ ไอเดีย..ประเทศ ทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 ไอเดียที่ได้รับการโหวตมากที่สุด 5 สุดท้าย จะได้รับเงินสนับสนุนในการวิจัยโครงการมูลค่า 1 แสนบาท พร้อมงบประมาณเมื่อถูกพิจารณาให้เป็นนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป แต่ทั้งนี้หากมีองค์กรใดที่ให้ความสนใจ ทั้ง 50 ไอเดีย ก็จะสามารถนำมาปรับให้เป็นโครงการที่นำไปปฏิบัติจริงได้

"เลดี้ กาก้า"เปิดอกรับเคยติด "โคเคน" ..บอกไม่กล้ามีเซ็กส์ เพราะกลัวถูกดูดความคิดสร้างสรรค์


เลดี้ กาก้า








วันนี้ขอย้อนกลับมายังเรื่องของ "เลดี้ กาก้า" อีกครั้ง โดยคราวนี้นักร้องสาวคนดังได้เปลือยกายถ่ายแบบลงปกนิตยสาร "วานิตี้ แฟร์" พร้อมเปิดอกเกี่ยวกับชีวิตของเธอ โดยเฉพาะเรื่องราวส่วนตัว เกี่ยวกับชีวิตเซ็กส์และยาเสพติด


ในเรื่องของชีวิตคู่นั้น นักร้องคนดังก็มีความคิดแปลกประหลาด โดยเธอเปิดเผยว่า เธอใช้ชีวิตอย่างคนไร้คู่ เพราะว่าเธอกลัวว่าการมีคู่จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของเธอหมดไป !!!


"ฉันเป็นคนขี้เหงา ฉันเหงาแม้จะมีคนรักอยู่ด้วย มันเป็นอาการปกติของคนที่เป็นศิลปิน ตอนนี้ฉันใช้ชีวิตอย่างคนโสด และไม่มีเวลาที่จะพบกับใครใหม่ๆ ฉันชอบคิดอะไรแปลกๆ อยู่เสมอ เช่น ฉันคิดว่าถ้าฉันมีเพศสัมพันธ์ มันจะเป็นการดึงความคิดสร้างสรรค์ของฉันให้หมดไปผ่านทางอวัยวะเพศ ?!?" เลดี้ กาก้า กล่าว


นอกจากนี้ เธอยังเปิดเผยอีกว่า ตัวเองไม่กล้าเสพเฮโรอีน แต่เคยเสพติดโคเคน ทั้งนี้ แทนที่เธอจะไปเข้ารับการบำบัดการติดยาเสพติด เธอกลับตัดสินใจหันหน้าเข้าสู่ครอบครัว หันเข้าหาแม่และยายของเธอ เพื่อช่วยให้เลิกติดยาได้สำเร็จ

"เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ฉันร้องไห้โฮ ฉันบอกกับยายว่าชีวิตของฉันมันจบลงแล้ว ไร้ซึ่งความหวัง ทั้งที่ฉันทำงานหนักและรู้ดีว่าตัวเองมีดีขนาดนี้ ฉันจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งยายบอกว่า จะให้ฉันร้องไห้ไปสัก 2-3 ชั่วโมง แต่หลังจากนั้นฉันต้องหยุดร้องไห้ รวบรวมสติให้ดี แล้วกลับไปนิวยอร์กและไปลุยให้มันเต็มที่" นักร้องสาว เล่าย้อนความหลังและกล่าวว่า ในที่สุดฉันก็ทำตามที่ยายบอกไว้


ทำให้ในปัจจุบัน "เลดี้ กาก้า" สามารถขายอัลบั้มเพลงได้ 15 ล้านแผ่นและซิงเกิ้ลอีก 40 ล้านแผ่นทั่วโลก เธอกลายเป็ยคนดังที่สุดคนหนึ่งในโลก พิสูจน์ได้จากการที่มีคนคอยติดตามเธอในเว็บไซต์ทวิตเตอร์มากถึง 5 ล้านคน และในเว็บไซต์เฟ๊ซบุ๊คอีกกว่า 10 ล้านคน

ตะลึง ลูกสาวดารานักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังเล่นหนังโป๊ หวังปูทางสู่วงการมายา

ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น และลูกสาว"มอนตาน่า"

เว็บไซต์"TMZ"ซึ่งเป็นเว็บไซต์เจาะข่าวลึกดาราและบุคคลดัง เปิดเผยว่า มอนตาน่า ฟิชเบิร์น ลูกสาวของลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น วัย 19 ปี ดารานักแสดงชื่อดังฮอลลีวูด ได้เล่นหนังโป๊ให้แก่บริษัทภาพยนตร์หนังผู้ใหญ่"วิวิด เอ็นเตอร์เทนเมนต์"โดยเธอกล่าวชี้ว่า เธอตัดสินใจทำเช่นนี้ เพราะเห็นว่า คิม คาร์ดาเชียน นางแบบดัง ประสบความสำเร็จในอาชีพของเธอ ภายหลังมีเทปเซ็กส์ของเธอปรากฎออกมา อย่างไรก็ตาม รายงานไม่ได้ระบุว่า ลอวเรนซ์ผู้เป็นพ่อของมอนตาน่า ได้ล่วงรู้เรื่องนี้แล้วหรือไม่ และมีปฎิกิริยาอย่างไร กับการกระทำของลูกสาวเขา แต่หนังดังกล่าวคาดว่าจะถูกวางตลาดในเดือนส.ค.นี้

อนึ่ง สำหรับ"ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น"เป็นนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังที่มีผลงานดังหลายเรื่อง และเป็นรู้จักมากที่สุดกับบทบาท"มอร์เฟียซ"ผู้ค้นหาผู้กอบกู้โลก ในภาพยนตร์ไฮไฟคลาสสิกเรื่อง"เดอะ เมทริกซ์"

"เจ้านกกระจอก" คว้ารางวัลสูงสุด เทศกาลภาพยนตร์ "อีร่า นิว ฮอไรซันส์" ประเทศโปแลนด์







ภาพยนตร์เรื่อง "เจ้านกกระจอก" หรือ "Mundane History" ของผู้กำกับหญิง "อโนชา สุวิชากรพงศ์" สร้างชื่อเสียงอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัลสูงสุด จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ "อีร่า นิว ฮอไรซันส์" ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 1 สค.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์

โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ก็ได้รับรางวัลสูงสุดที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติทรานซิลเวเนีย ที่ประเทศโรมาเนีย นอกจากนั้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยังได้รับรางวัล "วีพีอาร์โอ ไทเกอร์ อวอร์ดส์" จากทางเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัม มาครอบครองได้อีกด้วย โดยอโนชา จะได้รับเงินรางวัลเป็นจำนวน 20,000 ยูโร (ประมาณ 840,000 บาท)

โดยมีคณะกรรมการตัดสินอาทิ Jonathan Caouette ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "Tarnation" และ Yesim Ustaoglu ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "Waiting for the Clouds" เป็นต้น

ภาพยนตร์เรื่อง "เจ้านกกระจอก" มีโปรแกรมเข้าฉายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในวันที่ 5 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ในโครงการ Director′s Screen 2553 ซึ่งจัดขึ้นบริษัท เอ็กซ์ตร้า เวอร์จิ้น จำกัด ที่โรงภาพยนตร์ เอสเอฟเอ็กซ์ เอ็มโพเรียม

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้จากคลิปด้านล่าง




อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผู้กำกับหญิงไทยสุดเจ๋ง คว้ารางวัล "หนังยอดเยี่ยม" อีกครั้ง
หนังไทย "เจ้านกกระจอก" ประกาศศักดาคว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลร็อตเตอร์ดัม
"เจ้านกกระจอก": กาลเวลา, จักรวาลวิทยา และ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร
"เจ้านกกระจอก" ของ "อโนชา สุวิชากรพงศ์" ได้รับคัดเลือกให้เข้าประกวดในเทศกาลหนังปูซาน

"เจย์ โจว"เผยอาจอำลาวงการบันเทิงในอีก 4 ปี พร้อมจะให้แฟนสาวเป็น"เบอร์หนึ่ง"


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ว่า เจย์ โจว์ ซูเปอร์สตาร์ดาราและนักร้องชาวไต้หวัน เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวว่า เขาอาจจะอำลาวงการบันเทิงในอีก 4 ปีข้างหน้า หากยอดขายอัลบั้มของเขาไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป โดยไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องเสียเวลากับอาชีพบันเทิงอีก และเขาไม่กล้าคิดว่า ใครๆ จะมายกย่องเขาเป็นไอดอลในสภาพเป็นคุณลุงไปแล้ว

นอกจากนี้ เขากล่าวว่า เขามีพันธะผูกพันต่อเพื่อน ๆ ที่จะช่วยเหลือพวกเขาออกจากอาชีพ ตามที่พวกเขาต้องการ ซึ่งเขาไม่แคร์ว่าผู้คนจะวิจารณ์ยังไง ขอเพียงหากทำแล้วเขามีความสุข และเมื่อถูกถามว่า เช่นนี้หมายความว่า เขารักเพื่อนมากกว่าแฟนหรือไม่ ซูเปอร์สตาร์รายนี้กล่าวว่า หากเขามีแฟน แฟนเขาก็จะกลายเป็นคนสำคัญอันดับหนึ่ง และเขาจะให้เวลาแก่ผู้หญิงคนนี้นไม่ว่าเขาจะยุ่งแค่ไหนก็ตาม และจะทำทุกอย่างที่คู่รักปกติกระทำกัน เช่น ช็อปปิ้ง ไปดูหนัง และหลีกเลี่ยงการทำให้เธอคิดว่า เขาเป็นดารา

"อลีเซีย คีย์"นักร้องสาวตั้งครรภ์ สละโสดแล้วที่ฝรั่งเศส



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า "อลีเซีย คีย์"นักร้องแนวอาร์แอนด์บีผิวหมึก ได้สละโสดแล้วกับแฟนหนุ่ม ที่เป็นโปรดิวเซอร์เพลงแรปในประเทศฝรั่งเศส


รายงานข่าวระบุว่า นักร้องสาวที่มีกำหนดคลอดในเดือนตุลาคมนี้ ได้เข้าพิธีวิวาห์ต่อหน้าคนดังหลายคน เช่น โบโน่จากวง U2 และควีน ลาติฟา โดยเธอสวมชุดวิวาห์สีขาวของ Vera Wang และถือช่อดอกลิลี่ไว้ในมือ ขณะที่ "สวิส บีทซ์"เจ้าบ่าว มาในชุดสูททักซิโด้สีขาวของ Tom Ford พิธีแต่งงานครั้งนี้ถูกจัดขึ้นที่เกาะคอร์ซิก้า ประเทศฝรั่งเศส

"ซูเปอร์โมเดล"ผวาจัด ขอศาลกรุงเฮกให้มาตรการความมั่นคงระดับชาติ คุ้มครองให้การคดีเพชรสีเลือด



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ว่า นาโอมี แคมป์เบลล์ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องให้ขึ้นปากคำแก่ศาลกรุงเฮก ในคดีเพชรสีเลือดใช้แรงงานเด็กที่ถูกทรมาน ที่เธอได้รับเป็นของขวัญจากอดีตผู้นำเผด็จการไลบีเรีย ต้องการจะให้ศาลโลกใช้มาตรการระดับสูงหรือมาตรการรักษาความลับระดับสายลับ ต่อเธอ ประกอบด้วย การห้ามศาลเปิดเผยข้อมูลการปรากฎตัวของเธอในสถานที่ต่าง ๆ ยกเว้นสถานที่ให้ปากคำอย่างเป็นทางการ,ห้ามสื่อมวลชนบันทึกภาพหรือติดตามเธอ มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการระดับสูงที่ใช้เฉพาะบุคคลที่มีสถานภาพไม่ สามารถเปิดเผยได้ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงระดับชาติ

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ อัยการศาลพิเศษด้านกิจการผิดกฎหมายของเชียร์ร่า ลาโอน ได้ระบุว่า อดีตประธานาธิบดีชารลส์ เทยเล่อร์ ก่อคดีละเมิดสิทธิมนุษยชน ใช้แรงงานเด็กที่มาจากบังคับและทรมาน ขุดหาเพชรในประเทศ เพื่อใช้ซื้ออาวุธผิดกฎหมาย แต่ซูเปอร์โมเดลนาโอมิปฎิเสธ เธอไม่เคยได้รับเพชรดังกล่าว แต่นางเมีย ฟาร์โรว์ นักแสดงฮอลลีวูดรุ่นใหญ่ ซึ่งเป็นพยานคนหนึ่ง บอกว่า อดีตผู้นำไลบีเรีย ได้มอบเพชรดังกล่าวให้แก่นาโอมิในงานแห่งนี้ที่เธอเป็นแขกของอดีตผู้นำ ไลบีเรีย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ศาลพิเศษฯ ได้อนุญาตให้บุคคลหลายคนที่เป็นพยานซึ่งกลัวว่าจะถูกโจมตีจากพันธมิตร ของอดีตผู้นำเผด็จการไลบีเรีย ใช้มาตรการระดับสูงดังกล่าวด้วย

"โซอี้ ซัลดานา"ลอกคราบ"สีฟ้า" ชาวนาวีในอวตาร ....เป็นนางแบบชุดชั้นใน "คาลวิน ไคล์น"

หลังจากที่ทำให้หนุ่มๆ เฝ้ารอมานานในการที่จะเห็นสัดส่วนและเนื้อนวลของจริง ที่ไม่เป็น "สีฟ้าๆ" เหมือนในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ในที่สุดดาราสาว "โซอี้ ซัลดานา" ซึ่งรับบทบาทเป็นนางเอกสาวชาวนาวี ในภาพยนตร์เรื่อง "อวตาร" ก็ได้ตัดสินใจร่วมงานถ่ายแบบโฆษณาชุดชั้นในกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง "คาลวิน ไคล์น" อวดสัดส่วนอันสวยงาม และผิวสีเข้มสุดเซ็กซี่ให้หนุ่มๆ ทั่วโลกชื่มชมอย่างเต็มอิ่มแล้ว


ประธานบริษัทชุดชั้นในแบรนด์ดังกล่าว กล่าวว่า บริษัท เลือกเธอมาเป็นนางแบบ เพราะเห็นถึงความงามตามธรรมชาติ ที่ไร้การแต่งแต้มของเธอ จึงเชื่อว่าเธอจะสามารถดึงดูดความสนใจจากบรรดาสาวๆ ได้ดี


นักแสดงสาววัย 32 ปีคนนี้ ต้องร่วมงานกับนางแบบอีกหลายคนในโครงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นเคท มอส, นาตาเลีย โวเดียโนว่า และอีวา เมนเดส นอกจากนี้ยังต้องร่วมงานกับหนุ่มอีกหลายคน ได้แก่ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก, เคลแลน ลุทส์, เฟอร์นานโด เวอร์ดาสโค นักเทนนิสชาวสเปน และนักเตะหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัย ฮิโตชิ นากาตะ


ชมรูปแล้วจะเห็นว่า เมื่อเรือนร่างเธอไม่เป็นสีฟ้าๆ แล้ว "โซอี้ ซัลดานา" ดูร้อนแรงขนาดไหน !!!

"เป้ย-ปานวาด"บอกขำสถานเดียว ข่าวแอบซุกลูก ยันไม่จริงแน่นอน !




เมื่อ 30 ก.ค. ในงานสตาร์ซ็อคเกอร์ ทีวี ชั้นจี เอสพลานาด รัชดา ดาราสาวดาวร้าย เป้ย ปานวาด เหมมณี ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวที่กล่าวหาว่า มีลูกแล้วแต่แอบไว้ ว่า “ก็ตลกๆ ค่ะ ขำๆ เป้ยยังไม่เห็นข่าวค่ะ ก็มีพี่ๆ มาเล่าให้ฟังค่ะ ถามว่าเป้ยซีเรียสมั้ยไม่ซีเรียสค่ะ ตอนแรกที่รู้ข่าวมาก็คือขำแล้ว มันก็คงไม่ต่างจากข่าวอื่นๆ ที่ว่าขายตัวหรือมีเสี่ยเลี้ยง

“เป้ยก็รู้สึกขำๆ มีแต่หัวเราะตลกค่ะ มันไม่เป็นความจริงอยู่แล้ว เป้ยยังไงก็ได้แล้วแต่ใครจะคิด แต่ว่าอยากให้คนที่เสพข่าวช่วยวิเคราะห์และพิจารณาให้ดีๆนะคะกับเรื่องบาง เรื่องก็ควรแยกแยะนิดนึงว่าเรื่องไหนควรเชื่อ และเรื่องไหนไม่ควรเชื่อ”

แฟน "ตี๋เหรินเจี๋ย" ลุ้นระทึก หนัง "ดีเท็คทีฟ ตี๋" เตรียมเข้าฉายสายประกวดหลักเทศกาลเวนิซ

หลิวเต๋อหัว รับบทบาท "ตี๋เหรินเจี๋ย"

นวนิยายชุดตี๋เหรินเจี๋ย เล่ม 1 นวนิยายชุดตี๋เหรินเจี๋ย เล่ม 2


แม้จะมีภาพยนตร์ของผู้กำกับชื่อดังรุ่นหลังหลายต่อหลายคนที่ถูกประกาศ ชื่อให้เข้าฉายในสายการประกวดหลักเพื่อชิงรางวัลสิงโตทองคำของเทศกาลภาพ ยนตร์เวนิซประเทศอิตาลี


แต่สำหรับนักดูหนัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักอ่านหนังสือ ชาวไทยแล้ว ภาพยนตร์ชิงรางวัลสิงโตทองคำในเทศกาลหนังเวนิซครั้งที่ 67 ประจำปี ค.ศ.2010 ที่น่าจะมีความใกล้ชิดกับพวกเรามากที่สุดเรื่องหนึ่งก็เห็นจะเป็น "ดีเท็คทีฟ ตี๋ แอนด์ เดอะ มิสทรี่ ออฟ เดอะ แฟนธ่อม เฟลม" (นักสืบตี๋ และเงื่อนงำลี้ลับของเปลวเพลิงแห่งภูติผีปีศาจ)


ประการหนึ่ง เป็นเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้คือผลงานการกำกับของคนทำหนังจีนรุ่นเก๋าอย่าง "ฉีเคอะ" ทั้งยังนำแสดงโดย "หลิวเต๋อหัว" ซึ่งมารับบทบาทเป็น "ตี๋เหรินเจี๋ย" อัครมหาเสนาบดียอดนักสืบ และ "หลิวเจียหลิง" ผู้รับบทบาทเป็นจักรพรรดินีหญิง "บู๊เช็กเทียน" หรือ "หวู่เจ๋อเทียน"


ทว่า นอกจากจะเป็นผลงานภาพยนตร์ของผู้กำกับและดาราที่คนดูหนังชาวไทยจำนวนมากคุ้นเคยแล้ว เนื้อหาของ "ดีเท็คทีฟ ตี๋" ก็ยังมีส่วนเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกับนวนิยายแนวสืบสวนสอบสวน-กำลังภายในชุด "ตี๋เหรินเจี๋ย นักสืบคู่บัลลังก์" ซึ่งเขียนโดย "เฉียนเยี่ยนชิว" และแปลเป็นภาษาไทยโดย "เรืองชัย รักศรีอักษร"


ปัจจุบัน นวนิยายชุดนี้ออกวางจำหน่ายมาได้สองเล่มแล้ว คือ เล่ม 1 ตอน "สกัดแผนโค่นอำนาจบู๊เช็กเทียน" และ เล่ม 2 ตอน "ปราบกบฏเสอหลิง"


คาดว่าภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ "ฉีเคอะ" คงจะลงโรงฉายในเมืองไทยเร็ว ๆ นี้ แต่หากใครอดใจรอไม่ไหว ก็สามารถหานวนิยายชุด "ตี๋เหรินเจี๋ย นักสืบคู่บัลลังก์" มาอ่านเรียกน้ำย่อยกันก่อนได้


(ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง "ดีเท็คทีฟ ตี๋")

เพลินใจกับภาพยนตร์สุดสัปดาห์ : THE LAST AIRBENDER และ MILLENNIUM 1: THE GIRL WITH THE DRAGON TATTOO

THE LAST AIRBENDER : มหาศึกสี่ธาตุจอมราชันย์
เรตภาพยนตร์ : ท
ความยาว : 103 นาที

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง Avartar : The Last Airbender ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์นิกเคโลเดียน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2005 - กรกฎาคม 2008 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะการต่อสู้แบบจีน และวัฒนธรรมแบบตะวันออก ผสมผสานกับลักษณะตัวการ์ตูนแบบญี่ปุ่น และอเมริกัน


โดยมี โนอาห์ ริงเกอร์ รับบท "แอง" ซึ่งร่วมมือกับ "คาตาร่า" เจ้าแห่งน้ำ (นิโคล่า เพลท์ซ) และซ็อกก้า (แจ็คสัน แร็ธโบน) พี่ชายของเธอ เพื่ออกเดินทางไปยังขั้วโลกเหนือ เพื่อไปค้นหา "ปรมาจารย์แห่งน้ำ ในขณะเดียวกัน "ซูโก" เจ้าแห่งไฟ (เดฟ พาเทล)ได้ลงมือก่อความรุนแรงเพื่อหวังจะครองโลกที่พวกเขาเคยปกครองร่วมกับ อีกสามชนชาติ อันได้แก่ ชาติลม, ชาติน้ำ และชาติดิน ชนชาติไฟยื่นข้อเสนอให้สามชนชาติที่เหลือที่กำลังตกเป็นเบี้ยล่างเพียงทาง เดียวเท่านั้น นั่นหมายถึง ถ้าไม่ยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง ก็ต้องโดนทำลายล้างจนสิ้นซาก เจ้าแห่งลมก็คืออาวุธชิ้นสุดท้ายที่จะสามารถตอบโต้การรุกรานของชนชาติไฟ และกู้สมดุลมาสู่โลกที่แตกแยกด้วยภัยสงครามได้

โดยเอ็ม ไนท์ ชยามาลาน ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ โปรดิวเซอร์และผู้เขียนบท โดยมีผลงานที่สร้างชื่อเสียงอย่างเช่น The Sixth Sense (1999) Signs (2002) The Village (2004) และ The Happening (2008) โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ใช้วิชวลเอฟเฟกต์มากที่สุด ในบรรดาภาพยนตร์ที่เขาเคยกำกับฯ โดยเขากล่าวว่า เขาต้องการให้นักแสดงได้แสดงกับฉากที่สร้งขึ้นจริงมากกว่า การถ่ายทำโดยใช้บลูสกรีน เพื่อทำให้นักแสดงมีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อสิ่งที่เห็นได้อย่างถูกต้อง โดยในขณะนี้เขาได้เริ่มร่างบทภาพยนตร์ภาคต่อ Airbender 2 แล้ว โดยเขากล่าวว่าภาคสอง จะมีเนื้อหาที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ในขณะที่ภาคสามเนื้อหาก็จำมีความคลุมเครือมากยิ่งขึ้นด้วย


MILLENNIUM 1: THE GIRL WITH THE DRAGON TATTOO
เรตภาพยนตร์ : น 18+
ความยาว : 152 นาที

มิเกล บลูมควิสต์ (ไมเคิล นีควิสต์) นักข่าวจอมขุดคุ้ยประจำนิตยสาร มิลเลนเนียม ถูกบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่สั่งฟ้อง และต้องแพ้คดี โดนจำคุก 3 ปี หลังจากที่บลูมควิสต์พยายามเปิดโปงว่าผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งมีส่วนเกี่ยว พันกับการคอรัปชั่น

และเพราะกิตติศัพท์ในการเค้นความจริงแบบเอาเป็นเอาตาย ระหว่างรอลงอาญานั้นเอง บลูมควิสต์ได้รับการติดต่อว่าจ้างจาก เฮนริก ฟานเกอร์ มหาเศรษฐีชื่อดัง ให้ช่วยสืบสวนคดีฆาตกรรมปริศนาคดีหนึ่งที่ถูกปิดตายมาหลายทศวรรษ

การสืบคดีเริ่มต้นอย่างทุลักทุเล เนื่องจากเบาะแสมีอยู่น้อยเต็มทน แต่เป็นโชคดีของบลูมควิสต์ เขาได้บังเอิญเจอกับ ลิสเบธ ซาลันเดอร์ (นูมี ราเพซ) หญิงสาวลึกลับในชุดหนัง ขอบตาดำ เจาะห่วงตามร่างกาย และมีรอยสักรูปมังกร เธอเป็นนักแฮ็คมือฉกาจ เสาะหาหลักฐาน และเชื่อมโยงสิ่งละอันพันละน้อยได้ดีเยี่ยม จนคดีเริ่มมีเค้าลาง

แต่กระนั้นเอง ความเป็นมาของลิสเบธ ซาลันเดอร์ กลับกลายเป็นปริศนาที่ดำมืดเสียเอง เธอเคยมีอดีตอันเลวร้าย และถูกเอาเปรียบสารพัดจากทุกอย่างรายรอบ

ปริศนาคดีฆาตกรรมอาจมีแนวโน้มว่าจะได้รับการสะสาง แต่ปมขนาดเขื่องอันดำมืดที่แฝงตัวอยู่ด้านหลังกำลังรอวันออกมา “คลุ้มคลั่ง"

ภาพยนตร์สร้างขึ้นจากนวนิยายเล่มแรกของนวนิยายไตรภาคชุด "มิลเลนเนียม" จากนักเขียนชาวสวีเดนชื่อผู้ล่วงลับ "สตีก ลาร์สสัน " โดยมีชื่อในภาษาสวีเดนว่า "Män som hatar kvinnor" หรือ "ชายที่เกลียดชังผู้หญิง" ซึ่งถูกตีพิมพ์ในปีค.ศ. 2005 หลังจากที่ลาร์สสันเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายเมื่อปี 2004 โดยหนังสือเรื่องนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นนวนิยายสืบสวนยอดเยี่ยมในหลาย เวทีอาทิ Glass Key Award, Boeke Prize, Galaxy British Book Awards

ภาพยนตร์ เรื่องนี้ถูกฉายในวงกว้างเป็นครั้งแรกในประเทศสวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ปี 2009 โดยสามารถสร้างสถิติยอดจำนวนผู้ชมถึง 2.5 ล้านคน โดยในประเทศสวีเดนมีจำนวนยอดขายตั๋วเกินกว่า 1 ล้านใบอีกด้วย

กำกับภาพยนตร์โดย นีลส์ อาร์เดน ออปเลฟ

ฉายเฉพาะโรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอ


"แดเนี่ยล วู"ประกาศขอพักการแสดง ใช้เวลาปั๊มทายาทกับภรรยานางแบบสาว












สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ว่า แดเนี่ยล วู ดาราชื่อดังฮ่องกง เปิดเผยระหว่างงานเลี้ยง ลองรอบสองของการแต่งงานระหว่างเขากับลิซ่า เซเลสเนอร์ ภรรยาสาวอาชีพนางแบบ ว่า เขาจะต้องพัก าร แสดงเพื่อใช้เวลามากขึ้นในการอยู่กับลิซ่าภรรยา เพื่อมีเวลาสร้างทายาทกับเธอ เนื่องจากก่อนหน้านี้ เ ขา ยุ่ง ากจากการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยเขาตั้งใจจะผลิตทายาทในเดือนส.ค.นี้

ยงาน ระบุว่า วู ได้จัดงานเลี้ยงฉลองดังกล่าวให้แก่แขกเพื่อน ๆ เนื่องจากตอนแต่งง าน วกเขาได้ทำพิธีส มร สกั นอย่างเงียบๆ ที่แอฟริกา ซึ่งมีแขกใกล้ชิดเพียง 30 รายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในโอกาสงานเลี้ยงนี้ เ ายังได้บริจาคของขวัญทุกอย่างที่พวกเขาได้รับจากแขกเหรื่อ ห้แ ก่มูลนิธิ รวมทั้งยก เลิ กการเ ลี้ยงหูฉลามเป็นการเลี้ยงซุบไก่ เพื่อรณรงค์อนุรักษ์สัตว์ประเภทนี้ด้วย

"ตัน-หนูแหม่ม-เปอร์-ครอบครัวบ๊วย"คว้ารางวัลรีดเดอร์ไอคอน

งานอมรินทร์บุ๊คแฟร์กลับมาอีกครั้ง โดยย่างเข้าสู่ปีที่ 9 ภายใต้คอนเซ็ปต์ "มหัศจรรย์แห่งการอ่าน" จัดงานเอาใจคนรักหนังสือด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 90 เปอร์เซ็นต์ จนถึงวันที่ 1 สิงหาคม ณ Hall A ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัล Reader Icon คนดังนักอ่าน 2010 ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากการโหวตของมหาชน 4 สาขา ประกอบด้วย ตัน-ภาสกรนที สาขานักธุรกิจ หนูแหม่ม-สุริวิภา กุลตังวัฒนา สาขาสื่อสารมวลชน เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์ สาขาบันเทิง บ๊วย-เชษฐวุฒิและตุ๊ก-ชนกวนันท์ วัชรคุณ สาขาครอบครัวนักอ่าน


หนูแหม่ม-สุริวิภา กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติทั้งกับอาชีพและครอบครัวที่ได้รับรางวัลนี้ หนูแหม่มไม่ได้เติบโตมาเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก จนวันหนึ่งเมื่อต้องมาทำรายการที่แยกออกจากสายบันเทิง ก็เพิ่งรู้ว่าเราขาดข้อมูลและมองเห็นว่าหนังสือคือคลังความรู้ที่ดีที่สุด เมื่อเจอกับเหตุการณ์แรงๆ ในชีวิตแล้วไม่รู้วิธีรับมือ ก็ได้รับหนังสือมาหนึ่งเล่มเป็นของดร.สนอง วรอุไร ความมหัศจรรย์ของการอ่านครั้งนั้นได้สร้างความมั่นใจ แรงบันดาลใจ จึงมองว่าหนังสือคือแหล่งข้อมูลสำคัญที่ทำให้เราสามารถเลี้ยงครอบครัวได้จน ทุกวันนี้


ส่วนประเภทหนังสือที่หนูแหม่มชื่นชอบ คือหมวดธรรมะและปรัชญาเบาๆ เข้าใจง่าย เพื่อให้ปรับใช้กับชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้น และด้วยการทำงานด้านอื่นที่ไม่ใช่งานบันเทิงอย่างที่ผ่านมา ข้อมูลที่มีอยู่จึงไม่สามารถช่วยให้ผ่านไปได้อย่างราบรื่น จึงหันกลับมาอ่านหนังสือเพื่อหาข้อมูลในเรื่องสาขาอาชีพให้ลึกลงไปเพิ่มเติม โดยส่วนตัวก็ยังคงชื่นชอบการอ่านหนังสือที่ทำขึ้นจากกระดาษ หนูแหม่มคิดว่ามันคลาสสิก การพัฒนาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อ่านได้จากสื่ออิเล็คโทรนิกส์ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีในการประหยัดทรัพยากร ธรรมชาติ แต่ก็รู้สึกเสียดายหากหนังสือที่ทำจากกระดาษอาจเลือนหายไป สำหรับสถิติที่ว่าจำนวนเด็กมีความสนใจในการอ่านน้อย หนูแหม่ม มองว่าตัวเองก็เติบโตมาจากจำนวนน้อยที่ว่านั้น แต่เมื่อเติบโตและทำงานก็จะพบว่าการอ่านจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต หากมีวิธีไหนที่สามารถสนับสนุนให้คนไทยรักการอ่านก็พร้อมจะมีส่วนร่วม


ด้านตัน-ภาสกรนที เปิดเผยชีวิตในวัยเด็กว่าไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ เนื่องจากจบชั้นม.3 จนมาเปิดร้านหนังสือเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ทำให้เริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น จากการอ่านประสบการณ์ของผู้อื่นจะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตของชีวิตไป ได้ เปรียบเสมือนการขุดคลอง เราไม่มีทางรู้ว่าจะขุดคลองใหญ่ๆ ไปทำไม อ่านหนังสือเยอะๆ เพื่ออะไร แต่เมื่อวันหนึ่งที่เราประสบปัญหาชีวิต สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราแก้ไขมันได้ โดยเฉพาะเรื่องประสบการณ์ทางธุรกิจ สมัยก่อนชอบอ่านหนังสือแบบ How to แต่ตอนนี้เริ่มอ่านทุกแนว เพื่อเอาประสบการณ์คนอื่นมาพิจารณาไตร่ตรอง เพราะการที่เราคิดเองจะเห็นเพียงด้านเดียว คนอื่นอาจมีแนวคิดหรือวิธีที่ต่างออกไป


สำหรับเปอร์ ผู้ได้รับรางวัลในสาขาบันเทิง ยอมรับว่าเป็นคนที่ไม่ได้ชื่นชอบการอ่านหนังสือในวัยเด็ก แม้กระทั่งการ์ตูนแค่ดูรูปก็ไม่ชอบแล้ว แต่พอทำอาชีพพิธีกร พี่ๆ เขาก็สอนประสบการณ์ โดยมอบผ่านหนังสือมูซาชิ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต จึงคิดว่าการศึกษาผ่านชีวิตตัวละครแม้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม ก็จะมีเหตุการณ์ที่ให้ข้อคิดได้เสมอ จึงซื้อหนังสือเล่มนี้อีกเป็น 10 เล่ม เพื่อแจกให้คนอื่น เราอยากให้เขาได้สิ่งดีๆ อย่างที่เราได้มา การอ่านหนังสือของคนไทยในปัจจุบัน มองว่าคนยังอ่านหนังสืออยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการอ่าน เพราะสื่อบันเทิงมีเยอะขึ้น คนนิยมอ่านเรื่องซุบซิบดารา แต่ก็ดีเพราะยังถือว่าเป็นการฝึกให้ติดนิสัยการอ่าน เมื่ออ่านไปนานๆ ก็จะเริ่มอ่านหนังสือประเภทอื่นต่อไป


ขณะที่ครอบครัวรักการอ่านทั้งตุ๊กและบ๊วย บอกว่าการอ่านหนังสือนับเป็นคลังความรู้ มีทั้งประสบการณ์และการแก้ปัญหาสอดแทรกอยู่ ทำให้เราสามารถแก้ปัญหาที่เกิดกับชีวิต แต่เรามุ่งเน้นเรื่องสถิติมากเกินไป จริงๆ คนไทยอ่านได้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับ แต่เราควรเลือกอ่านหนังสือให้เหมาะสมกับวัย ผู้ใหญ่ควรมีส่วนร่วมในการกระตุ้นให้เด็กอ่านหนังสือที่ดี

มา "อ่าน" หนังสือกันเถอะ (30 กรกฎาคม 2553)

มติชนสุดสัปดาห์ เทคโนโลยีชาวบ้าน สารคดี


แนะนำนิตยสารวารสารออกใหม่น่าสนใจ: มติชนสุดสัปดาห์, เทคโนโลยีชาวบ้าน และสารคดี

มติชนสุดสัปดาห์


มติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่23-29 กรกฎาคม 2553 มาพร้อมกับหน้าปก ด้วยรักและระเบิด แด่ ′อานันท์′ WITH BOMB


นอกจากรายงานข่าวชื่อเดียวกับคำโปรยบนหน้าปกแล้ว รายงานข่าวอื่น ๆ ประจำฉบับยังประกอบไปด้วย ผล สะเทือนเขต 6 กทม. 2 พรรค-ปรับขบวน คำเตือน ′จาตุรนต์′ พท. ระวัง ′หลงน้ำ′, แนวรบ ′พระวิหาร′ ′พันธมิตร′ ไม่เปลี่ยนแปลง แผ่นดินนี้ต้องของ ′กรู′, จาก ′จอห์น วิญญู′ ถึง ′แนวนอน′ เสื้อแดง นักรบในสมรภูมิ ′การเมืองวัฒนธรรม′ ปฏิบัติการ ′หัวเราะเยาะเย้ย′ ใส่ ′อำนาจรัฐ′, มัดมือชก ′รัฐบาลเทพประทาน′ ถึงเวลา ′มาร์ค ราบ 11′ ลุยด่านอื้อฉาว ′ซื้ออาวุธ′ ต่างตอบแทน ′กองทัพ′ และบทความพิเศษ ′กอร์ปศักดิ์′ ในเงา ′อภิสิทธิ์′ มองโลก Inside-out ปชป. เกาะติด-ล้วงลึก-สานต่อ ′สวัสดิการโมเดล′


สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องราวของกองทัพ ก็มีบทความว่าด้วยแวดวงทหารที่น่าสนใจเป็นจำนวนมากในมติชนสุดสัปดาห์เล่มใหม่นี้ ตั้งแต่ มอง แม่ทัพ 1 ทะลุ ผบ.ทบ. บูรพาพยัคฆ์ จูเนียร์ ฝัน ป๋า กับฝัน ป๊อก จาก พล.ม.3 ถึง พล.ร.7 และโบนัส ′ฮ่องกง′, รายงานพิเศษ ′ประวิตร-อนุพงษ์-ประยุทธ์′ ยึดกองทัพ จัดแถวทหาร วาดฝัน ′บูรพาพยัคฆ์โมเดล′ ระเบิดเวลากองทัพ โดย คชสีห์88, กองทัพกับประชาธิปไตย โดย อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์, 2476 : ผู้พิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ โดย สุรชาติ บำรุงสุข และ นิติประวัติศาสตร์, Xe Services LLC และ Erick Prince (3) (Snipers ve. Sharp Shooters) โดย ธาวิต สุขพานิช


สำหรับบทความน่าสนใจอื่น ๆ ประจำฉบับ ได้แก่ วัฒนธรรมคนเสื้อแดง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์, ′เร็นโฮ มูราตะ′ ดอกเหมยกลางหมู่ซากูระ โดย นกุล ว่องฐิติวงศ์, รางวัลกับจุดยืนทางการเมือง โดย ประชา สุวีรานนท์ และ ขอแสดงความยินดี โดย คำ ผกา


ส่วนบทกวีน่าสนใจประจำเล่มก็ประกอบไปด้วย พอรอเกิน โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์, ทัศนวิสัยไม่กระจ่าง, โปรดระวังรักษาใจ โดย เดือนวาด พิมวนา และทรรศนะศึกษา โดย ไม้หนึ่ง ก.กุนที


เทคโนโลยีชาวบ้าน


เทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับปักษ์แรกสิงหาคม 2553 มีสารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ แม่ของแผ่นดิน


นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวน่าสนใจอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เริ่มตั้งแต่การพา คนอ่านไปทำความรู้จักกับแห่งผลิตต้นพันธุ์มะม่วงอาปิง แหล่งใหญ่และแห่งเดียวของประเทศไทย, กุหลาบมอญ กุหลาบในตำนาน และปิดท้ายด้วย สัตว์เลี้ยงดาวรุ่ง กระต่าย "ทริแอนต้า" เพลิงแห่งจินตนาการจากฟาร์ม เคบี แรบบิท


สารคดี


นิตยสารสารคดี ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2553 "จดหมายเหตุพฤษภา ′ 53" มีเรื่องน่าสนใจมากมาย อาทิเช่น


สุเจน กรรพฤทธิ์ พาไปฟังคำให้การและความทรงจำ 171 ชั่วโมงในค่ายทหารของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, ธัชชัย วงศ์กิจรุ่งเรือง พาไปทำความรู้จักกับสงครามข่าวสารทางการเมืองบนเฟซบุ๊ก, จดหมายเหตุพฤษภา ′ 53 โดย วีระศักร จันทร์ส่งแสง และ ปริศนาพฤษภา ′ 53 โดย วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์ และ จริยาภรณ์ กระบวนแสง


รวมบทความสารคดี ณ ที่เกิดเหตุ พฤษภา ′ 53 ซึ่งประกอบไปด้วย ราช ประสงค์ ฉากสุดท้ายในเงาเพลิง, สยามสแควร์ หลังปฏิบัติการ "ขอคืนพื้นที่", วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร "เขตอภัยทาน" และความตายลึกลับ, เซ็นเตอร์วัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใน "สมรภูมิสงครามกลางเมือง" พฤษภา ′ 53, ราชปรารภ-สามเหลี่ยมดินแดง สมรภูมิรอบนอก-พื้นที่ใช้กระสุนจริง และ 6 วันในความมืดและเสียงปืน ข้อเท็จจริงจากปากคำชาวบ่อนไก่


บทสัมภาษณ์เสียงจากสื่อมวลชนในเหตุการณ์จลาจลปี 53 ความในใจของ "นักข่าวภาคสนาม" ในนาทีวิกฤต ซึ่งสุเจน กรรพฤทธิ์ได้ไปพูดคุยกับนิ ค นอสติทซ์ ผู้สื่อข่าว/ช่างภาพอิสระชาวเยอรมัน, สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา ผู้สื่อข่าวภาคสนาม สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย, มุทิตา เชื้อชั่ง ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวประชาไท, มาซารุ โกโตะ ช่างภาพอิสระชาวญี่ปุ่น, ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวภาคสนาม รายการข่าว 3 มิติ, สกล สนธิรัตน ช่างภาพเครือเนชั่น และสุบิน น้ำจัน ช่างภาพหนังสือพิมพ์มติชนผู้ถูกยิงบริเวณสะพานไทย-เบลเยี่ยม


บทสัมภาษณ์ชีวิตและน้ำตาในเดือนพฤษภาปี53 พาไปฟังความรู้สึกของพะ เยาว์ อัคฮาด แม่อาสาสมัครพยาบาลผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม, อัญชลี สาริกานนท์ (ชุมจันทร์) พี่สาวผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตในวัดปทุมฯ, บุญเรือง ศรีหนองบัว และ จุฬารัตน์ ทองปั้น มารดาและน้องสาวของผู้ถูกยิงเสียชีวิตหน้าบ้านนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น, พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ พ่อผู้สูญเสียลูกชายซึ่งถูกยิงที่ศีรษะเสียชีวิตบริเวณถนนราชปรารภ, สิบเอกมงคล ธรรมดา ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะที่สี่แยกคอกวัว, ขัตติยา สวัสดิผล ลูกสาว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง), นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยา พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม, ปรีชา เจ้าของร้านเสื้อผ้าที่ถูกเพลิงไหม้ย่านสยามสแควร์, ญาณอมรฉัตร จัดของ เจ้าของร้านตัดผมที่ถูกไฟไหม้บริเวณโรงหนังสยาม, สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิผู้บริโภค ซึ่งอาคารสำนักงานถูกเพลิงไหม้, นพ.พิชิต ศิริวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย, นภนาท อนุพงศ์พัฒน์ สันติอาสาสักขีพยาน และ ร.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยุ่นสมาน รักษาการหัวหน้าสถานีดับเพลิงบางขุนเทียน


และปิดฉากด้วยบทความ บทเรียนจากแอฟริกาใต้ถึงสังคมไทยหลังพฤษภา ′ 53 โดย พระไพศาล วิสาโล


ขออนุญาตปิดท้ายการแนะนำหนังสือประจำสัปดาห์นี้ด้วยคำสัมภาษณ์น่าสนใจที่ปรากฏในสารคดีฉบับล่าสุด


"ในสถานการณ์การชุมนุมคราวนี้ ส่วนตัวมองว่าสื่อมวลชนอาจพอฟื้นศรัทธาได้บ้างหลังเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ เพราะสื่อกระแสหลักบางสื่อที่เดิมไม่สนใจทำข่าวนปช.ในเชิงลึก กลับหันมาติดตามอย่างจริงจัง ทำให้ข่าวสารหลากหลายขึ้น มีการตรวจสอบรัฐในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ชัดเจนที่สุดคือ กรณี 6 ศพในวัดปทุมวนาราม นาทีนี้สื่อเปิดพื้นที่ให้กรณีนี้ไม่มากพอด้วยซ้ำ นี่เป็นความตายจากความขัดแย้งทางการเมืองครั้งมโหฬารที่สื่อต้องร่วมรับผิด ชอบด้วย ถ้าไม่ไถ่บาปหรือทำหน้าที่ตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำตอนไหนอีกแล้ว"


มุทิตา เชื้อชั่ง ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวประชาไท


"ในภาวะสงครามหรือความขัดแย้งใด ๆ ที่มีการใช้กำลังและอาวุธ ความจำเป็นทางทหารมักขัดกับความจำเป็นด้านมนุษยธรรมอยู่เสมอ เป็นหน้าที่ของผู้นำทั้งสองฝ่ายที่จะสร้างความสมดุลขึ้นมา หากมัว นึกถึงแต่ความจำเป็นทางทหารว่าต้องมีความเด็ดขาด เอาชนะให้ได้โดยไว ตีมันให้หนัก เอามันให้เจ็บ จะได้เข็ด แต่ละเลยความจำเป็นทางมนุษยธรรม ฝ่าฝืนกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ สุดท้ายมันก็เกิดผลเสียในระยะยาว ยากจะเยียวยาบาดแผลภายในจิตใจภายหลังสงครามยุติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นความขัดแย้งภายในชนชาติเดียวกัน ผลแพ้ชนะอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญเกินไปกว่าหลังจากนั้นเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร จะอาศัยในบ้านหลังเดียวกันต่อไปได้หรือไม่"


นพ.พิชิต ศิริวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย


"คนจากขอนแก่นที่เสียชีวิตที่กรุงเทพฯ มีหลายคน คนจากบ้านหนองบัวคำมูลคนหนึ่งยังมาเล่าให้ฟังว่า ศพญาติของเขาที่เผาทีหลังทรงศักดิ์ สภาพศพคือโดนทหารยิงแล้วเอารถเหยียบ เหลือกลับมาแต่ขา หลังเหตุการณ์นี้รัฐบาลควรลาออก เราไม่ยอมปรองดองกับรัฐบาลอภิสิทธิ์เพราะฆ่าคนตายมากมายเหลือเกิน ต่อให้อภิสิทธิ์ลาออกเราก็แค้น พรรคประชาธิปัตย์คงรู้ว่าต่อไปจะมาหาเสียงในภาคอีสานไม่ได้แล้ว ตอนนี้นายกรัฐมนตรีออกทีวีก็ปิดเพราะไม่อยากเห็นหน้า ตอนนี้เห็นใครใส่ชุดทหารยังไม่อยากมอง มันสองมาตรฐาน การชุมนุมในกรุงเทพฯ คนมีลูกแก้วมีหนังสติ๊กก็ผิด แต่คนมีปืนมีอาวุธหนักมาปราบกลับไม่ผิด"


บุญเรือง ศรีหนองบัว และ จุฬารัตน์ ทองปั้น มารดาและน้องสาวของ ทรงศักดิ์ ศรีหนองบัว ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่จังหวัดขอนแก่น

ช็อก"แองเจลิน่า โจลี ฉาวอีก"สื่อเผยภาพลับอดีตเปลือยซาดิสม์-เทปปิดปาก-ปิดตา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ว่า แองเจลิน่า โจลี ดาราสาวฮอลลีวูดชื่อดัง ต้องตกเป็นข่าวอื้อฉาวอีกครั้ง ภายหลังนิตยสาร"เดอะ สตาร์"ได้นำรูปเธอเปลือยในสภาพระเริงรักลักษณะซาดิสม์ โดยภาพหนึ่งเป็นรูปเธอนอนบนเตียงในสภาพมีสก๊อตเทปปิดหน้าอก และถือแส้ไว้ที่บริเวณคอ ส่วนอีกรูปหนึ่ง เป็นรูปเธอมีสก๊อตเทปปิดปาก รวมทั้งรูปเธอมีผ้าคาดปิดตาตัวเอง ในสภาพเปลือยด้วย รวมทั้งภาพเธออยู่ในชุดจีสตริงและสวมหมวกคาวบอย

รายงานระบุว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพขาวดำ คาดว่าถูกถ่ายไว้เมื่อปี 1999 หลุดมาจากหนังสือชีวประวัติของเธอที่เขียนโดยนายแอนดรูว มอร์ตัน ซึ่งมีกำหนดจะวางจำหน่ายในเดือนหน้า แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากดาราสาวฮอลลีวูด และนับเป็นครั้งล่าสุดแล้วที่โจลี ตกเป็นข่าวอื้อฉาว หลังจากที่เคยเป็นทำนองนี้หลายครั้งหลายคราในช่วงเป็นดาราซึ่งยังไม่ดัง ระดับแถวหน้า เช่น ภาพเธอจูบปากกับพี่ชายในงานรางวัลออสการ์ 2000,กรณีที่เธอสวมจี้รูปหัวใจที่บรรจุเลือดของเธอกับบิลลี่ บ๊อบ ธอรน์ตัน อดีตสามีของเธอ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน โจลี ได้มีภาพลักษณ์ด้านดีที่หลายคนยอมรับ โดยปัจจุบันเธอยังเป็นทูตสันถวไมตรีด้านผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติด้วย

ถวัลย์ ดัชนี กมล ทัศนาญชลี
งานศิลปะของน้องอัมรินทร์ ยามู ซึ่งคว้ารางวัลยอดเยี่ยม

ด.ช.อัมรินทร์ ยามู



นับตั้งแต่เกิดปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้คนมากมายให้ “นิยาม” ดินแดนปลายสุดด้ามขวานไปต่างๆ กันตามแต่มุมมองแห่งสาขาวิชาชีพและความสนใจแห่งตน แต่น้อยครั้งนักที่ชายแดนใต้จะถูกมองผ่านสายตาของศิลปินผู้ถ่ายทอดงาน ศิลปะ...และน้อยยิ่งกว่าน้อยที่จะเป็นทัศนะของ “ศิลปินแห่งชาติ”

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) จัดโครงการศิลปินแห่งชาติสัญจร ครั้งที่ 5 ในหัวข้อ “วิถีวัฒนธรรมชายแดนใต้” ด้วยการเชิญศิลปินแห่งชาติลงพื้นที่สัมผัสเรื่องราวเล่าขาน และตำนานศิลป์แห่งดินแดนมลายู พร้อมๆ กับสนับสนุนกิจกรรมด้านศิลปะของเด็กๆ และเยาวชนที่เป็นดั่งศิลปินตัวน้อย

ประกายความคิดที่สะท้อนผ่านศิลปินแห่งชาติชื่อก้องกับมุมมองที่เกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง...

กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2540 สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมและสื่อผสม) หนึ่งในศิลปินที่ร่วมคณะสำรวจวิธีวัฒนธรรมชายแดนใต้ เผยความรู้สึกให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยลงมาในพื้นที่บ่อยครั้ง แต่ระยะหลังประมาณปีกว่าที่ไม่ได้ลงมา ได้แต่ติดตามข่าวสารทางสื่อ เมื่อลงมาจริงๆ ทำให้รู้สึกว่าข่าวที่นำเสนอรุนแรงเกินสถานการณ์จริง

“เรามากัน 8 คนจากหลายภาค มาเพื่อถ่ายทอด เติมไฟ ให้กำลังใจ และปลูกฝังความคิด ปรัชญาทางด้านศิลปะแก่เด็กๆ และเยาวชนในพื้นที่ เพื่อให้เขาเติบโตเป็นเมล็ดพันธุ์ทางศิลปะต่อไป เราอยากปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กำลังใจกับการพัฒนางานของพวกเขา” กมลอธิบายถึงเหตุผลของการล่องใต้เที่ยวล่าสุด

“ผมคิดว่าศิลปะมีความเป็นสากล สามารถสื่อกันได้ ผมเห็นเด็กๆ ที่มาจากหลายภาคกับเด็กในพื้นที่ทำงานศิลปะร่วมกัน เขาสื่อความหมายต่างๆ ด้วยความสนุกสนาน โดยไม่เห็นภาพการแบ่งแยก ไม่ว่าจะเป็นเด็กพุทธ เด็กมุสลิม ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนกัน รักกัน นี่คือสิ่งดีๆ ที่มีงานศิลปะเป็นตัวเชื่อม”

กมล บอกว่า ศิลปะที่ชายแดนใต้สะท้อนถึงความมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประเพณี สังคม และศาสนา สิ่งเหล่านี้มองเห็นง่าย และพลังอาจจะมากกว่าอีกหลายๆ ภาค เพราะไม่ค่อยถูกวัฒนธรรมอื่นหลอมรวม

“คนทำงานศิลปะที่นี่สามารถสะท้อนบางอย่างที่เป็นสากลได้ โดยมีความเป็นท้องถิ่นเป็นพื้นฐาน มีความแข็งแกร่งทางความคิดและการแสดงออก ทุกคนมีความตั้งใจมาก ผมเป็นกรรมการตัดสินงานศิลปะของผู้เข้าประกวดทั่วประเทศมาแล้ว ผมคิดว่าที่นี่มีความแข็งแกร่ง ผมเคยคัดเลือกเด็กที่นี่ไปทำกิจกรรมในพื้นที่อื่นๆ และพาไปต่อยอดที่อเมริกาเกือบ 10 คน มีทั้งเด็กพุทธและมุสลิม ไปอยู่ร่วมกัน ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง พอกลับมาก็ดีใจที่ได้เจอคนเหล่านี้ยังทำประโยชน์ให้กับวงการศิลปะอยู่ บางคนเป็นครูอาจารย์ ที่สำคัญพวกเขาไม่ทิ้งถิ่น ตรงนี้คือสิ่งที่ผมดีใจ พวกเขาเป็นคนรุ่นแรกๆ ที่ผมดูแล และตอนนี้ก็มีรุ่นถัดมาที่กำลังพัฒนาตัวเอง”

ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2544 สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) อีกหนึ่งศิลปินที่ร่วมคณะเยือนชายแดนใต้ บอกว่า เจตนาลึกๆ ของเขาต้องการลงพื้นที่เพื่อความเพลิดเพลิน และศึกษาเปรียบเทียบศิลปะระหว่างภูเขากับทะเล

“พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เหมือนกับภาค กลาง ภาคเหนือ ที่นี่เป็นชุมชนที่แบ่งออกให้เห็นชัดเจนว่าชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม มีความเข้มแข็งทางสังคม ทางคุณธรรม ศีลธรรม ศาสนา มีความเป็นเอกลักษณ์ ความเป็นตัวเองสูง” ถวัลย์พรรณนาถึงวิถีแห่งปลายด้ามขวาน และว่า

“ผมคิดว่าการอบรมสั่งสอนของครูอาจารย์ในท้องถิ่นนี้ยังดำรงแสงแห่งปัญญา ของตัวเองไว้ คือมีการนำเสนอในสิ่งที่ตนเองรอบรู้ เช่น การทำประมง การทำสวนยางพารา การรู้คุณค่าของสังคมโดยที่ตระหนักว่าตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เริ่มตั้งแต่การทำผ้าบาติก ไปจนถึงการเดินทางออกไปประท้วงบางสิ่งบางอย่างที่ตนเองไม่เห็นด้วย”

“ผมไม่ค่อยเห็นภาคจังหวัดอื่นแข็งแกร่งด้วยราก ฐานจากวัฒนธรรมเดิม แต่ที่นี่ทุกอย่างมีพื้นเพมาจากศิลปะดั้งเดิม ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมานั้น เขาดูดซับความเป็นท้องถิ่นแล้วหลั่งรินลงไปงานของเขา เช่น กริช ในขณะที่ภาคอื่นๆ ผมเห็นว่าเขายังจับทางไม่ค่อยถูก ส่วนใหญ่จะตกเป็นเหยื่อของสังคมทุนนิยมไปหมด มองแต่สิ่งที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ การอำนวยความสะดวกทางกาย แต่ที่นี่ยังไม่ค่อยโดนพิษภัยสักเท่าไหร่ เพราะที่นี่มีการเกาะกลุ่ม มีความสามัคคีกันสูง ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าเป็นความได้เปรียบกว่าที่อื่น” ศิลปินชื่อก้อง กล่าว

ด้านความรู้สึกของเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่าง ด.ช.อัมรินทร์ ยามู วัย 14 ปี ซึ่งได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากภาพวาดควายไปโรงเรียน สะพายกระเป๋าผ้าที่เขียนว่า “Greenpeace” บอกว่า ต้องการสื่อให้ทุกคนร่วมกันช่วยสังคม ช่วยโลก ลดภาวะโลกร้อน สาเหตุที่เลือกรูปควายก็เพื่อต้องการสื่อความเป็นท้องถิ่นชนบท

“นอกจากภาพวาดของผมที่ได้รับรางวัลแล้ว สิ่งที่ผมดีใจที่สุดคือการได้เจอกับคุณลุงคุณอาที่เป็นศิลปินแห่งชาติ ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะได้มีโอกาสแบบนี้ คุณลุงคุณอาเขาลงมาหาเราเอง รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจแทนคนในพื้นที่ครับ ผมอยากให้คนในพื้นที่บ้านผมหันมาสนใจศิลปะกันมากขึ้น เพราะงานศิลป์เป็นงานที่ ช่วยให้คนใจสงบลงได้”

ขณะที่ครูสอนศิลปะผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ในพื้นที่ และเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของศิลปินแห่งชาติ กล่าวว่า ผมรู้สึกภูมิใจและดีใจที่คนระดับศิลปินแห่งชาติเดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ ทำให้คนที่นี่ได้เรียนรู้เรื่องงานศิลปะที่แท้จริงในมุมมองที่แตกต่างออกไป สำหรับเด็กๆ ที่เข้ามาร่วมกิจกรรม เป็นเด็กจากถิ่นทุรกันดาร ไม่ค่อยมีโอกาสด้านการศึกษา แต่เด็กเหล่านี้ได้รับรางวัลจากการส่งผลงานเข้าประกวด นี่คือความภาคภูมิใจของพื้นที่

“เราได้สร้างเด็กพวกนี้ขึ้นมา และใช้ศิลปะป้องกันไม่ให้เขาเข้าไปยุ่งกับอบายมุขและความรุนแรง” เขากล่าว

ครูสอนศิลปะรายนี้ ยังได้สะท้อนแง่คิดเกี่ยวกับศิลปะและสถานการณ์ในพื้นที่ว่า เคยร่วมโครงการสัญจรไปสอนศิลปะให้กับเด็กๆ ในสามจังหวัด ทำให้เห็นอะไรๆ หลายอย่าง เด็กๆ ที่นี่สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดอันหลากหลายผ่านทางงานศิลปะ เป็นความรู้สึกส่วนลึกของเด็กที่เรามองไม่เห็น บางคนสนใจความเป็นท้องถิ่น บางคนสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนเอง แต่หลายคนก็สะท้อนเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ โดยมีภาพทหาร ภาพการสู้รบ ฆ่าฟันกัน การใช้สีดิบ สีดำ สีแดง สะท้อนถึงความรุนแรงและความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในจิตใจ

“มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเรียบร้อยมาก แต่เธอกลับวาดรูประเบิด เน้นสีแดง ผมไม่คิดว่าเด็กผู้หญิงที่เรียบร้อยจะวาดรูปแบบนี้ออกมาได้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยเหลือเยียวยาจิตใจคนในพื้นที่ เพราะขนาดเด็กยังคิดอย่างนี้ แล้วผู้ใหญ่จะขนาดไหน ที่สำคัญอนาคตข้างหน้าจะต้องหนักกว่านี้แน่ เพราะงานศิลปะหลายๆ ชิ้นเหมือนกับว่าเด็กได้ระบายความคับแค้นในจิตใจบางอย่างต่อคนที่ทำกับครอบ ครัวกับชุมชนของเขา เหมือนกับว่าเขาไม่ชอบในสิ่งที่เข้ามา เขาไม่อยากเห็นคนมีสีทั้งหลายเข้ามาในชุมชนท้องถิ่นของเขา”

แต่ทั้งหมดนี้ ในฐานะครูผู้สอนงานศิลปะบอกว่า จะไม่ไปขัดขวางจินตนาการของเด็ก

“เราให้เด็กได้แสดงจินตนาการมาก่อน ไม่ไปขัดขวาง แล้วค่อยๆ ให้เขาเริ่มวาดภาพที่เป็นโจทย์หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น ภาพที่แสดงถึงสันติภาพ เขาก็จะวาดเป็นรูปคนมุสลิมจับมือสลามกัน หรือคนมุสลิมจับมือสลามกับคนต่างศาสนิก รูปผู้หญิงแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม สะท้อนถึงศาสนาที่เขายึดถืออยู่ เป็นเรื่องของวิถีชีวิตตามหลักศาสนา ความสงบ สีสันของชุมชน เขาจะเล่าผ่านภาพ เป็นภาพสะท้อนในสิ่งที่เขาโหยหา”

“ผมคิดว่างานศิลปะจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยแก้ไข ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ เพราะงานศิลปะช่วยในเรื่องของจิตใจ บรรเทาความรุ่มร้อนรุนแรง ทำให้คนมีสติมากขึ้น ทำให้คนคิดก่อนทำ บางทีผมอยากให้ภาครัฐหรือองค์กรที่กำลังแก้ปัญหาพื้นที่ ได้เรียนรู้ปัญหาผ่านงานศิลปะของเด็กๆ และอยากให้ภาครัฐสนับสนุนเด็กที่ด้อยโอกาสซึ่งมีอยู่มากมาย ไม่ใช่ช่วยเฉพาะเด็กที่อยู่ในระบบโรงเรียน” เขาบอกทิ้งท้าย...

ด้วยอัตลักษณ์อันโดดเด่นของสามจังหวัดชายแดนภาค ใต้ หากดึงขึ้นมาเป็น “จุดแข็ง” โดยใช้ศิลปะเป็นสื่อในการรังสรรค์สันติภาพ ก็น่าจะเป็นแนวทางดับไฟอันร้อนรุ่มที่ปลายด้ามขวานที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ช่อง 7 เปิดตัวชุดสยามไอยรา โชว์เวทีมิสยูนิเวิร์ส "ปุ๊กลุก"บอกใส่แล้วฮึกเหิม

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. กองประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ช่อง 7 เปิดตัวชุดราตรี และชุดประจำชาติ “สยามไอยรา” ให้น.ส.ฝนทิพย์ วัชรตระกูล หรือ ปุ๊กลุก มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ใส่ในการประกวดนางงามจักรวาล หรือมิสยูนิเวิร์ส 2010 ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เป็นชุดที่ผู้ออกแบบ พลิน อภิญญากุล ได้แรงบันดาลใจมาจากช้าง สัตว์ประจำชาติสัญลักษณ์ของประเทศไทย พร้อมนำเครื่องทรงของช้างต้น อาทิ ผ้าปกกระพอง พู่หู กระพรวน มาเป็นแนวคิดในการออกแบบเครื่องประดับซึ่งมีความงดงาม ส่วนทรงผมใช้วิธีการขึ้นโครงแล้วนำผมปลอมซึ่งสั่งทำพิเศษมาลูบกาวยิงสเปรย์ อัดจัดเป็นทรงคล้ายงวงช้างซึ่งสามารถส่วมใส่ได้ง่าย ทั้งยังถือพัดโบกเปรียบเสมือนหูช้างมีความหมายโดยนัยของพัดคือ การปัดเป่าทุกข์ภัยซึ่งนำมาซึ่งความสุขและสันติ

สาวไทยประกาศโค่นดัตช์"ประเดิมชัย-ล้างแค้น"วอลเลย์บอลเวิลด์กรังด์ปรีซ์

ความเคลื่อนไหวทีมวอลเลย์บอลสาวไทยในการสู้ศึกวอลเลย์บอลหญิง "เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ 2010" ประจำปี 2553 รอบคัดเลือก สัปดาห์แรก กลุ่มซี ที่เมืองเฉินตูประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 6-8 สิงหาคม


ในสายซี ประกอบด้วย ไทย,จีน,ฮอลแลนด์และเปอร์โตริโก้ โดยทีมไทยจะลงสนามนัดแรกพบกับฮอลแลนด์ วันที่ 6 สิงหาคมตามเวลาประเทศไทย 15.00 น. นัดที่สองวันที่ 7 สิงหาคม พบ จีน ตามเวลาประเทศไทย 18.30 น.และนัดสุดท้าย วันที่ 8 พบเปอร์โตริโก ตามเวลาประมาณ 18.30 น.โดยเวลาประเทศไทยเร็วกว่าจีน 1 ชั่วโมง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 5 สิงหาคม ฝ่ายจัดการแข่งขันจัดให้มีการสัมภาษณ์ทีมที่เข้าร่วมแข่งขันอย่างเป็นทางการ ที่ ชั้น 26 โรงแรม หยินเหอ ไดนาสตี้ มีทัพนักข่าวจากจีนทั้งจากทีวีและหนังสือพิมพ์มารอทำข่าวการสัมภาษณ์กันงนับ ร้อยชีวิต


นายเกียรติพงษ์ รัชตะเกรียงไกร ผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวว่า ดีใจที่ได้มาร่วมการแข่งขัน เป็นรายการที่สำคัญ จะพยายามเล่นให้ดีที่สุด มีโอกาสได้เล่นกับทีมแกร่งๆที่มีมาตรฐานการเล่นสูง ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าขณะเดียวกันเราก็จะโชว์ศักยภาพทีมของเราและเรียน รู้เทคนิคดีๆจากทีมชั้นนำของโลก


"จีนเป็นเหมือนครูของเรา เรียนรู้จากทีมจีนมาเยอะมากเราพยายามปรับปรุงเทคนิคต่างๆ กับจีน จะแพ้ชนะไม่สำคัญเรามีความสุขที่ได้เล่นกับจีน จันเป็นทีมที่แกร่งแต่เราก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดกับการที่จะเรียนรู้จากจีน นัดเปิดสนามกับทีมเนเธอร์แลนด์ ปีที่แล้วที่สนามแรก ที่ประเทศโปแลนด์เราแพ้เนเธอร์แลนด์มา 1-3 เซต เป็นทีมที่มีประสบการณ์สูงมากมีเทคนิคแพรวพราว มีผู้เล่นที่ตัวสูงใหญ่ เราตัวเล็กแต่มีความเร็วและการเสิร์ฟบอลที่รุนแรง แม้จะเป็นรองแต่คิดว่าเราก็มีโอกาสชนะ"


สำหรับผู้เล่น 6 คนแรกของไทยที่จะลงแข่งกับเนเธอร์แลนด์ ประกอบด้วย ปลื้มจิตร์ ถินขาว, อรอุมา สิทธิรักษ์,วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์, อำพร หญ้าผา, นุศรา ต้อมคำ, มลิกากันทองและลิเบอโร ปิยะนุช แป้นน้อย


ทั้งนี้ช่อง 7 สี นำเทปการแข่งขันมาฉายให้แฟนๆ ดูกันทุกคืนตั้งแต่คืนวันที่ 6-8 สิงหาคม ระหว่างเวลา 01.45 น.-02.45 น.

"โรบินโญ่"ย้ำไม่ต้องการกลับ"เรือใบสีฟ้า"หัวใจอยู่ที่"ซานโต๊ส"

โรบินโญ่ ปีกบราซิล เปิดปากถึงต้นสังกัดแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีกครั้งไม่ต้องกลับไปร่วมทีมที่อังกฤษหลังถูกปล่อยให้ซานโต๊ส สโมสรบราซิลยืมตัวตั้งแต่กุมภาพันธ์

ดาวเตะบราซิลใช้เวลากับซานโต๊ส 6 เดือนมาแล้ว เรียกฟอร์มการเล่นยอดเยี่ยมกลับมาอีกครั้งสังหารไป 11 ประตูในการเล่น 20 นัด พร้อมกับนำทีมคว้าแชมป์โคป้า โด บราซิล


อย่างไรก็ตามฤดูกาลใหม่ของพรีเมียร์ลีกำลังจะเริ่มโรบินโญ่ คาดว่าจะถูกเรียกตัวกลับไปเล่นให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้


"ผมหวังว่าจะได้เล่นกับซานโต๊สต่อไป หัวใจของผมอยู่ที่นี่ ต้องการอยู่ ซานโต๊สนำความสุขและสิ่งดีๆมาให้ผม"

"กาก้า" ขึ้นเขียงผ่าตัดเข่า "มาดริด" ภาวนาหมอสรุปถูก คาดผ่าผิดจุดพักยาวกว่าครึ่งฤดูกาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กาก้า เทพบุตรลูกหนังชาวบราซิลของทีมเรอัล มาดริด เดินทางจากลอส แอนเจลิส ไปที่เบลเยี่ยมเพื่อเข้ารับการผ่าตัดเข่าในวันนี้


กองกลางเชิงสูงรู้สึกผิดปกติที่เข่าซ้ายหลังจากที่ฝึกซ้อม จึงเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลยูซีแอลเอและได้รับการยืนยันว่าได้รับบาดเจ็บ ที่กระดูกอ่อน


หลังจากที่เข้าหารือกับคาร์ลอส ดิแอซ ทีมแพทย์ของมาดริด และ โฆเซ่ มูรินโย่ กุนซือของทีม จนได้ข้อสรุปว่ากองกลางชาวบราซิลควรเข้าการผ่าตัดเพื่อป้องกันอาการข้าง เคียงอื่นๆที่จะตามมา


ซึ่งหากการวินิจฉัยของแพทย์ถูกต้องและเข้ารับการผ่าตัดถูกจุด คาดว่ากาก้าจะพักฟื้นเป็นเวลา 2 เดือน แต่หากการวินิจฉัยไม่ถูกต้องอาจต้องพักยาวกว่านั้นอีกหลายเท่าทีเดียว นอกจากนี้หากพบว่าอาการบาดเจ็บเกิดขึ้นระหว่างลุยเวิลด์ คัพ มาดริดอาจโวยวายทีมบราซิลว่าทำไมไม่ส่งนักเตะของสโมสรเข้ารับการรักษาทันที


ทั้งนี้ มูรินโย่ แสดงความกังวลถึงอาการของกาก้าว่า ตนต้องการให้กาก้าสบายใจและฟิตเต็มร้อย ซึ่งหากต้องเสียกาก้าไปในช่วงเวลาหนึ่งไม่ใช่หายไปแบบลืมชื่อเลย นักเตะคนอื่นอาจมาทดแทนก่อนได้

ซึ่งกรณีผู้เล่นตัวสำคัญบาดเจ็บนี้ก็เกิดขึ้นกับเหล่าซุปเปอร์สตาร์ที่ ลุยเวิลด์ คัพ อย่างอาร์เยน ร็อบเบน ปีกชาวฮอลแลนด์ของสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ที่ต้องพัก 8 สัปดาห์พลาดลงเล่นต้นฤดูกาลแน่นอน หลังจากพบอาการบาดเจ็บที่คาดว่ามีผลจากลงเล่นเวิลด์ คัพ 2010

รปภ.เกาหลีโชว์ความพริ้วหิ้วตัวป่วนเกมลูกหนังออกจากสนามนัด "บาร์ซ่า-รวมดาราเคลีก"


หน่วยรักษาความปลอดภัยของสนามลากขาแฟนบอลตัวป่วนออกจากสนามนัดอุ่นเครื่องระหว่างบาร์เซโลน่า-รวมดาราเคลีก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในเกมอุ่นเครื่องระหว่างทีมบาร์เซโลน่าและทีมรวมดาราลีกเกาหลี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา มีตัวป่วนเกมลูกหนังในสภาพกางเกงขาสั้น รองเท้าแตะวิ่งลงมาในสนามขณะที่เกมยังดำเนินอยู่

แต่ทีมรักษาความปลอดภัยของสนามที่ใส่สูทแต่งตัวเรียบร้อยสามารถรวบตัว พร้อมลากออกจากสนามแบบเสร็จสรรพ ซึ่งไม่รู้ว่าแฟนบอลคนดังกล่าวถูกลากออกแบบยังมีสติอยู่หรือเปล่า แต่เรียกได้ว่าหลายสนามอาจต้องเอาตัวอย่างความสามารถในการปราบปรามตัวป่วน ลูกหนังแบบทีมรักษาความปลอดภัยใส่สูทของเกาหลีนี่เอง

ไฮไลท์ของเกม




ทีมรักษาความปลอดภัยของสนามในเกาหลีหิ้วแข้ง หิ้วขาแฟนบอลตัวป่วนออกจากสนาม

แบงก์ชาติเปิดประมูลที่แปลงใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เกือบ 300 ไร่

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า ธปท.มีความประสงค์จะจำหน่ายทรัพย์สิน 1 รายการเป็นที่ดินว่างเปล่า โฉนดที่ดินเลขที่ 67056 ตำบลบางเสาธง (เสาธง) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่)จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 299-2-10 ไร่ ผู้ประสงค์จะเข้าประกวดราคาสามารถซื้อแบบใบเสนอราคาได้ที่ ส่วนพัสดุและบริการฝ่ายการบัญชีและพัสดุ สายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย อาคารอำนวยการและบริการ ชั้น 1 เลขที่ 18 หมู่ 2 ถนนบรมราชชนนี ตำบลขุนแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 73120 โทรศัพท์ 02-356-8180 โทรสาร 02-356-8191 ในวันและเวลาทำการระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม 2553 ถึง วันที่ 30 สิงหาคม 2553 โดยชำระเป็นเงินสดฉบับละ 1,000.- บาท (หนึ่งพันบาทถ้วน) ทั้งนี้ผู้เข้าประกวดราคาต้องวางหลักประกันการเสนอราคาซื้อทรัพย์สิน ด้วยแคชเชียร์เช็ค(Cashier Cheque) สั่งจ่าย “ธนาคารแห่งประเทศไทย” จำนวนเงิน 51,220,000.-บาท (ห้าสิบเอ็ดล้านสองแสนสองหมื่นบาทถ้วน) เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามข้อความในประกาศนี้ คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติม

แบงก์อู้ฟู่! สินเชื่อพุ่ง เงินฝากเพิ่ม เอ็นพีแอลลด ครึ่งปีโกยกำไรเละ 3.4 หมื่นล้าน

นางสาวนวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน เปิดเผยว่าระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2 ปี 2553 มีเสถียรภาพ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ได้ดีขึ้น โดยสินเชื่อรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 5.3 เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 2.5 ในไตรมาส 1 ปี 2553 โดยสินเชื่อภาคธุรกิจ (สัดส่วนร้อยละ 71.5 ของสินเชื่อรวม) ขยายตัวเป็นครั้งแรกที่ร้อยละ 2.1 หลังจากที่หดตัวติดต่อกัน 4 ไตรมาส โดยสินเชื่อ SME (สัดส่วนร้อยละ 52.4 ของสินเชื่อภาคธุรกิจ) ขยายตัวร้อยละ 2.1 ดีขึ้นจากที่หดตัวในอัตราร้อยละ 4.9 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนในไตรมาส 1 สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ
และเป็นที่น่าสังเกตว่าถ้าเทียบกับไตรมาส 1 แล้ว สินเชื่อ SME ขยายตัวทุกภาคยกเว้นอุตสาหกรรม สำหรับสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคขยายตัวสูงขึ้นที่ร้อยละ 14.3 จากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวจากมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาริม ทรัพย์ของรัฐบาลที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 และสินเชื่อรถยนต์ที่ขยายตัวสูง
เงินฝากรวมตั๋วแลกเงินขยายตัวร้อยละ 2.0 จากระยะเดียวกันปีก่อน ช้ากว่าอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ ส่งผลให้สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ตึงตัวขึ้นบ้าง โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากและ B/E เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 88.2
สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มียอดคงค้าง 3.56 แสนล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 1.5 หมื่นล้านบาท จากการรับชำระคืนหนี้ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และการขายหนี้ เป็นสำคัญ ทำให้สัดส่วนต่อสินเชื่อรวมลดลงทั้ง gross NPL และ net NPL เหลือร้อยละ 4.4 และร้อยละ 2.4 ตามลำดับ โดยสัดส่วน NPL ของสินเชื่อภาคธุรกิจลดลงจากร้อยละ 5.0 เหลือร้อยละ 4.9 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีสัดส่วน NPL ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 3.0 เป็นร้อยละ 2.9 สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อ SME เฉพาะของธนาคารพาณิชย์ไทย ลดลงจากร้อยละ 7.4 เป็นร้อยละ 6.8 โดยสัดส่วน NPL ลดลง ทุกประเภทธุรกิจ สำหรับสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Delinquent loan) มียอดคงค้างลดลงเช่นกัน โดยสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมลดลงเหลือร้อยละ 3.0 โดยสัดส่วน Delinquent loan ของสินเชื่อ SME ของธนาคารพาณิชย์ไทยลดลงจากร้อยละ 3.4 ณ ไตรมาส 1 ปี 2553 เหลือร้อยละ 3.2 ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2553 จำนวน 3.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 6.9 พันล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของทั้งรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin : NIM) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 2.9 และอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Asset : ROA) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.2 กำไรในไตรมาส 2 บวกกับการเพิ่มทุนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ ส่งผลให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีฐานะเงินกองทุนเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Tier-1 ratio) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 16.9 และร้อยละ 13.0 ตามลำดับ
"โดยรวมแล้วในไตรมาส 2 นี้ สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์สอดรับกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น และมีบทบาทต่อการระดมทุนมากขึ้น อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามทั้งภายในและภายนอก ที่สำคัญได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ตลอดจนความผันผวนของระบบการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพสินทรัพย์ในช่วงต่อไป ระบบธนาคารพาณิชย์จึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อ เนื่อง"นางสาวนวพรกล่าว

ตลท.ออกโรงเตือนผู้ถือหุ้นซันไซน์ศึกษาข้อมูลก่อนซื้อหุ้นEPCO ชี้เสี่ยงสูง!

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)แจ้งว่า ตลท.ขอให้ผู้ถือหุ้นบริษัท ซันไซน์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSE ศึกษาข้อมูลการซื้อหุ้นบริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด(มหาชน) หรือEPCO อย่างรอบคอบ และเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 9 สิงหาคมนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เนื่องจากคณะกรรมการตรวจสอบ และบริษัทที่ปรึกษาการเงินอิสระของบริษัทเห็นว่าผู้ถือหุ้นไม่ควรอนุมัติ รายการการซื้อหุ้นดังกล่าว เนื่องจากต้องใช้เงินซื้อหุ้นและทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด(เทนเดอร์ออ ฟเฟอร์)ของโรงพิมพ์ตะวันออกกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งบริษัทซันไซน์ ยังมีความเสี่ยงในการเตรียมเงินให้เพียงพอต่อการซื้อหุ้น โดยต้องกู้เงินจำนวนมาก ทำให้มีภาระดอกเบี้ยจ่ายจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินและสภาพคล่องของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญใน อนาคต

นอกจากนี้ในการเข้าซื้อหุ้นโรงพิมพ์ตะวันออกนั้น แหล่งเงินทุนบางส่วนจะมาจากการกู้ยืมเงินจากนางโฉมพิศ บุนนาค กรรมการของบริษัทจำนวน 150 ล้านบาท ซึ่งต้องชำระคืนภายใน 1 ปี จึงมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถชำระคืนได้ตามกำหนด ประกอบกับผลการดำเนินงานของบริษัทในปัจจุบันยังไม่สามารถแสดงได้อย่างชัดเจน ว่าจะชำระคืนเงินกู้จำนวนดังกล่าวได้ รวมทั้งยังมีความเสี่ยงจากการขาดทุนเนื่องจากเงินทุนส่วนหนึ่งที่ใช้ในการ ซื้อหุ้น มาจากการขายเงินลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)(GEN)เพื่อนำเงินมาสมทบในการซื้อหุ้นดังกล่าวอีกด้วย นอกจากนี้ หากบริษัทซันไซน์ไม่สามารถซื้อหุ้นที่มีผู้มาเสนอขายได้ครบทุกราย บริษัทจะต้องขายหุ้นโรงพิมพ์ตะวันออก ที่ได้มาเพื่อลดสัดส่วนให้ต่ำกว่า 25 %ซึ่งอาจทำให้บริษํท ประสบปัญหาการขาดทุนจากการลดสัดส่วนการถือหุ้นครั้งนี้ด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่าภายหลังคณะกรรมการบริษัทของซันไซน์ ได้พิจารณาความเห็นของที่ปรึกษาการเงินอิสระแล้ว ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ในการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์นั้น จะมีผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งที่ไม่ประสงค์จะขายหุ้นของตนซึ่งทำให้ภาระในการจัด หาเงินทุนลดลง จึงยังอยู่ในเกณฑ์ที่บริษัทสามารถดำเนินการในรายการดังกล่าวต่อไปได้ นอกจากนี้เพื่อลดผลกระทบด้านฐานะทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น คณะกรรมการบริษัทจึงได้มอบหมายให้ฝ่ายจัดการ รวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ไม่ประสงค์จะขายหุ้นให้แก่บริษัทในขณะที่บริษัท ทำคำเสนอซื้อหุ้นของโรงพิมพ์ตะวันออก รวมทั้งจัดเตรียมแผนการจัดหาแหล่งเงินทุนระยะยาวเพื่อทดแทนเงินกู้ยืมระยะ สั้นเพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องลงด้วย